|
|
|
จาก จุลสารโยคะสารัตถะ ฉบับที่ ๑
เมื่อตอนประชุมกองบรรณาธิการเพื่อตั้งชื่อจุลสารฉบับนี้ ครูพรเสนอชื่อ โยคะสารัตถะ ขึ้นมา ซึ่งที่ประชุมก็ปิ๊งกับชื่อนี้ทันที เรียกว่า นำโด่งเข้าป้ายโดยไม่มีคู่แข่งเลย
ชาวสถาบันโยคะๆ คุ้นกับคำว่าสารัตถะมานานแล้ว เราใช้ชื่อนี้กันมาหลายโอกาส ห้องสมุด ชั้น ๒ ที่สำนักงานบางซื่อ ก็ชื่อว่าห้องสมุดสารัตถะ กิจกรรมเสวนาบางอันก็เรียก สารัตถะเสวนา พวกเราชอบคำนี้กัน เหตุผลนึงก็คงเป็นเพราะโดยตัวคำนั้นฟังดูดี เพราะมันมีคำว่าสาระ อยู่ในคำ ใช้คำนี้เรียกอะไร ดูเหมือนสิ่งๆ นั้นมันจะมีสาระ อย่างคำว่า "โยคะสารัตถะ" คงเป็นโยคะที่มีสาระ อะไรทำนองนั้น... และแน่นอน น้องใหม่ในที่ประชุมก็ถามขึ้นมาว่า สารัตถะแปลว่าอะไร มันเกี่ยวอะไรกับคำว่าสาระมั้ย
ไล่เรียงไปเมื่อสมัยนู้น คำๆ นี้ เสนอโดยพี่แอ๋ว บังอร ฤทธิภักดี (ที่ปรึกษาของสถาบันฯ) เมื่อปี ๒๕๔๗ ตอนพวกเรารวมตัวกันช่วงแรก ตั้งสำนักงานกันที่ซอยประชานิมิตร (ใกล้ๆ สำนักงานหมอชาวบ้าน) วันที่พี่แอ๋วเสนอชื่อนี้ ทุกคนก็ชอบ และถามพี่แอ๋วว่ามันแปลว่าอะไร พี่แอ๋วเล่าว่าแวบคำนี้ขึ้นมา ลองเช็คพจนานุกรม และพบว่าเป็นคำศัพท์ แถมความหมายดีด้วย ดังนี้
สารัตถะ เนื้อหาหลัก ใจความสำคัญ ความคิดสำคัญของเรื่อง
สารัตถ ประโยชน์ ประโยชน์ที่เป็นแก่นสาร สารประโยชน์
สารัตถศึกษา การศึกษาวิชาที่เป็นพื้นฐาน เช่น วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษประวัติศาสตร์
(ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
เป็นอันว่า ท้าวความประวัติของชื่อแล้วนะ พี่แอ๋วเป็นต้นคิด ครูพรนำเสนอ รู้ความหมายของคำแล้ว คำเดียวกับคำว่าสาระนั่นเอง คำถามสุดท้ายก็คือ เออ แล้ว สาระของจุลสารนี้คืออะไร? หรือเอาให้ลึกลงไปอีกหน่อย สารัตถของสถาบันโยคะวิชาการคืออะไร? หรือถ้าลึกลงถึงที่สุด สารัตถะของสิ่งที่พวกเรากำลังทำคืออะไร?
จุลสารที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ สิ่งสำคัญก็คือ เพื่อผนึกบรรดาครูโยคะที่ผ่านการอบรมจากสถาบันฯ บรรดากัลยาณมิตรของสถาบันฯ องค์กรเครือข่ายของเรา กระทั่งเพื่อนๆ ของครูโยคะ ให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะสถาบันฯ เองตั้งใจจะเผยแพร่โยคะออกไปให้ได้กว้างที่สุด ทุกวันนี้ เรามีเครือข่ายครูที่เชียงราย ขณะเดียวกัน ก็มีเพื่อนที่สงขลา ทางอุดรฯ ก็มี ศรีราชาก็ด้วย ครูเหล่านี้ต่างคนต่างสอนในพื้นที่ของตนเอง ในขอบเขตของตัวเอง จุลสารรายเดือนฉบับนี้ จึงทำหน้าที่ผูก รวมพวกเราไว้ด้วยกัน หวังว่า ในยามที่เรารู้สึกตันๆ จุลสารนี้ก็ช่วยทะลุทะลวง นำเสนอทางออกให้ ในยามที่รู้สึกกลวงโบ๋ จุลสารก็ช่วยเติมเต็มให้ แม้ในยามที่รู้สึกเหงา จุลสารก็คอยเป็นเพื่อน นั่นเอง
เนื้อหาใจความในจุลสารมุ่งให้ข้อมูล ความรู้ ข่าวสาร ซึ่งไม่จำกัดแค่เรื่องราวของโยคะ แต่ครอบคลุมองค์รวม ครอบคลุมวิถีชีวิตทั้งหมด ซึ่งแน่นอน เราไม่ได้ตั้งใจจะเสนอให้เป็นวิชาการจ๋า หนาเป็นปึก อ่านจบแล้ว ก็ยังไม่รู้เลยเขาเขียนว่าไง เราอยากให้มันเป็นอะไรที่ตรงใจคนอ่าน ใกล้ตัว เป็นรูปธรรม ในทำนองเดียวกันก็เรียบง่ายอย่างมีรสนิยม โดยที่ยังอ้างอิงได้ ตั้งอยู่บนหลักของวิชา องค์ความรู้ เป็นสำคัญ เราอยากเห็นจุลสารเป็น "เวที" ให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การฝึก ประสบการณ์การสอน รวมทั้งประสบการณ์การเจริญเติบโตภายในของตนเอง
จุลสารเล่มน้อยทำหน้าที่ของมันได้ในระดับนึง การทำความเข้าใจจุลสาร คงต้องมองมาที่ สารัตถของสถาบันโยคะฯ ประกอบด้วย ผู้อ่านหลายคนเพิ่งเข้ามาใหม่ อาจจะยังไม่รู้จักสถาบันโยคะฯ เท่าใดนัก หรือกระทั่งสมาชิกบางคนที่คุ้นเคยกับสถาบันฯ มานาน ก็อาจจะไม่ค่อยกล้าที่จะตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าแก่นแกนของสถาบันฯ คืออะไรนะ
ตั้งแต่แรกเมื่อพี่สุภาพร พงษ์พฤกษ์เชิญครูอิโรชิ ครูฮิเดโกะ มาเผยแพร่โยคะตามแนวทางของสวามีกุลวัลยนันท์ ที่เมืองไทยในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึงวันนี้ ซึ่งก็ปาเข้าไป ๙ ปีเต็มๆ แล้ว สถาบันฯ ก็ทำอยู่แค่ ๒ เรื่องเองคือ หนึ่ง รณรงค์ให้คนไทยมีทัศนคติต่อสุขภาพให้กว้างขึ้น ให้ครอบคลุมมิติของสุขภาพทั้ง ๔ ด้าน คือ สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพด้านจริยธรรม และ สุขภาพทางจิตวิญญาณ โดยมีข้อแม้นิดนึงว่า ทั้งหมดนี้ จะต้องไปด้วยกันอย่างเป็นองค์รวมนะ จะแบ่งปฏิบัติไม่ได้ จะแยกทำเป็นเรื่องๆ ไม่ได้ ดูง่ายๆ สถาบันฯ รณรงค์ให้คนฝึกท่าอาสนะไปพร้อมๆ กับการเลิกกินน้ำอัดลม และหลีกเลี่ยงการตบยุง มาตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดอบรมโยคะน่ะแหละ
เรื่องที่สองก็คือการรณรงค์ให้คนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อสุขภาพมาสู่การพึ่งตนเอง เพราะเราเห็นว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะเจริญรุดหน้าเพียงใด ยังไงมันก็ต้องเริ่มต้นจากการดูแลตนเองให้ดีที่สุด พึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดเสียก่อน ไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงค่อยพึ่งหมอพึ่งโรงพยาบาล พูดง่ายๆ ว่าการเข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เป้าหมายของเรา เราลองพิจารณาเปรียบเทียบดู อย่างอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์รุดหน้าจนกระทั่งเรามีรถที่ใช้แกสไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง มีรถที่มีระบบนำทางจนคนขับสามารถนั่งเฉยๆ แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เราคงอยากนั่ง อยากขับ แต่ต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์มีเครื่องวินิจฉัยโรคที่ฉลาดล้ำพียงใด คงไม่มีใครอยากไปลองเนาะ
ในเรื่องการพึ่งพาตนเองนี้ นอกจากการชี้ชวนให้คนเห็นถึงความเพียรในการปฏิบัติแล้ว สถาบันฯ อยากรณรงค์ให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านความคิดด้วย หรือพูดง่ายๆ คือ อยากให้คนไทยคิดเป็น เราสอนโยคะมา ๙ ปี และรู้สึกว่าคนไทย "คิดน้อย" จัง "เชื่อครูง่าย" จัง เราไม่พึ่งตนเองทางด้านความคิดเสียจนการปฏิบัติของเราก้าวหน้าช้ามาก ก้าวหน้าน้อยมาก คำถามของนักเรียนในชั้นเรียน ยังคงสะท้อนถึงการนำคำสอนไปปฏิบัติแบบ "ทั้งดุ้น" โดยไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ วินิจฉัย ตั้งคำถาม สักเท่าไหร่เลย ในทำนองเดียวกัน ปรากฏการณ์ทางสังคมทั่วไป ยังคงสะท้อนว่าคนไทยเอาแต่แห่กันไปทำอะไรสักอย่างตามกระส ตามการชักนำของสื่อ โดยปราศจากการใช้ความคิด ซึ่งถ้าศักยภาพในการคิด ในการตั้งคำถามของคนไทยยังเป็นเช่นนี้ การพัฒนาสุขภาพของสังคม ก็ยังคงมีภาระงานที่ต้องทำอีกมากมาย
ต่อเรื่อง "การคิด" นี้ พึงสังเกตว่าแก่นแกนของโยคะสอนให้ผู้ฝึกดับการปรุงแต่งของจิต ขณะที่สังคมไทยนั้น "คิดน้อย" เราขอผสมผสานคำของครูทิวารีกับคำของพระอาจารย์ปราโมช ว่า โยคีควรจัดสรรจิตให้เหมาะสม กล่าวคือ เวลาจะต้องใช้ความคิด ขอให้คิดไตร่ตรองให้เต็มศักยภาพ ส่วนเวลาที่ไม่ควรจะคิด ขออย่าได้ฟุ้งซ่านเลย ไม่ใช่อย่างที่เป็นกันโดยทั่วไปคือ ตอนที่ควรคิด ก็ดันจะดับสมอง ส่วนตอนที่ไม่จำเป็นต้องคิด ก็ปรุงฟุ้งเอาซะเต็มที่เลย... เฮ้อ
สาระของจุลสารหรือสารัตถของสถาบันโยคะฯ ก็ยังอยู่ภายใต้สารัตถะที่ลึกกว่านั้นก็คือ ที่สุดแล้ว พวกเราทั้งหลายที่มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายนี้กำลังทำอะไร เรารู้สึกว่า คำถามนี้ เป็นพื้นฐานของทุกสาระเลย ตลอดเวลาที่ได้ร่วมเรียน ร่วมศีกษาโยคะกับเพื่อนครู ได้ร่วมงานกับกัลยาณมิตรทั้งหลาย เราพบว่าแก่นแกนของคนทุกคนในที่นี้คือ ความตั้งใจที่จะ "พัฒนาตนเอง" เราคือกลุ่มชนผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตในวันนี้ที่ดีกว่าเมื่อวาน ที่จะมีจิตใจในวันนี้ที่สูงกว่าเมื่อวาน พวกเราอาศัยโยคะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง (เครือข่ายของเราบางคนอาจใช้ไทเก็ก อาจใช้กระบวนการจิตใจอาสาสมัครเป็นเครื่องมือ ฯลฯ) พวกเราอาศัยการเป็นครูสอนโยคะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง เพราะเราตระหนักว่า หากปราศจากเสียซึ่งการพัฒนาตนเองเป็นสารัตถะพื้นฐานแล้ว สาระอื่นๆ ล้วนงอกงามไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจองค์รวม การพึ่งตนเอง หรือ แม้แค่การเชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน
มาถึงตรงนี้ เราเข้าใจคำว่าสารัตถแล้วนะ และเข้าใจ โยคะสารัตถะ แล้วด้วย งั้นเรามาช่วยกัน บนหนทางแห่งการพัฒนาตนเอง เราใช้จุลสารเล่มน้อยนี้เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยน เราใช้จุลสารนี้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง ผูกพันพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้การพัฒนาตนเองของเราก้าวหน้า เจริญงอกงาม และเมื่อเราตระหนักถึงความเป็นองค์รวม ชุมชนรอบข้าง สังคมรอบตัวเราก็เจริญไปด้วยกัน
กวี คงภักดีพงษ์