เข้าระบบ »  |  รายการเว็บ »  |  สุ่มเว็บ »

โยคะสารัตถะ;YogaSaratta

Count Down ปีใหม่

(คอลัมน์ ; บทความทั่วไป)

วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
ผู้เรียบเรียง
อ้างอิงข้อมูลจาก ; เว็บไซด์สถาบันโยคะวิชาการ 

Count Down ปีใหม่

"บทความเล็กๆ ชิ้นนี้ หากมีประโยชน์หรือคุณความดีเกิดขึ้น
ผู้เขียนขออุนทิศให้กับครูอาจารย์ผู้สอนธรรมะและการปฏิบัติเจริญสติ
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ พระไพศาล วิสาโล เขมานันทะ และอีกหลายท่านที่มิได้เอ่ยนาม"

ปีใหม่นี้ไม่ได้ไปเที่ยวรับลมหนาวที่ไหนกับเขาหรอก แต่ก็ไม่ได้อยู่ Count Down ที่กรุงเทพฯ เลยโชคดีไม่ต้องเสี่ยงกับการหนีระเบิด ปีนี้ตั้งใจว่าจะพักจิตพักใจตัวเองด้วยการหาสถานที่อันสงบและให้เวลาอยู่กับตัวเองจริงๆ สักสัปดาห์โดยไม่ต้องสนใจเรื่องงาน ความสุขของคนเรานี้จะว่าง่ายมันก็ง่ายนะ แค่หาเวลาอยู่กับตัวเองในสถานที่ที่สงบ ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติสักหน่อยก็เอื้อต่อการรักษากายรักษาใจให้ผ่อนคลายแต่ตื่นรู้ได้ สถานที่ที่ปีนี้ได้ไปเพื่อดูกายดูใจตนเองให้เข้มข้นขึ้นก็คือ วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ซึ่งหลายคนก็คงเคยไปหรือไม่ก็เคยได้ยินชื่อกันบ้างล่ะ ที่วัดนี้เป็นสถาบันสติปัฏฐาน สอนการเจริญสติที่เน้นไปในทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน ว่าโดยย่อคือการมีสติรู้กายรู้ใจจนเห็นแจ้งในสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตนเอง (ไม่ใช่สมถะกัมมัฏฐานที่ให้นั่งหลับตาแล้วเพ่งจ้องวัตถุหรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งจนเกิดสมาธิ) จึงเป็นการนำสติมาตามรู้กาย รู้ความรู้สึกตัว ด้วยอุบายหรือวิธียกมือสร้างจังหวะ 14 จังหวะตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และการเดินจงกรม ในการปฏิบัติท่านั่งยกมือ ทุกครั้งที่พลิกมือ ก็ให้รู้สึกสดๆ ทุกครั้งที่ยกมือ ก็รู้สึกสดๆ ทุกครั้งที่คว่ำมือก็รู้สึกสดๆ แต่จะไม่เอาจิตไปจับโดยเพ่งจ้องที่มือ หรือหวนคิดถึงจังหวะมือที่เคลื่อนผ่านไปแล้ว และไม่กังวลกับจังหวะการเคลื่อนมือที่ยังมาไม่ถึง ความรู้สึกสดๆ แต่ละครั้งที่เคลื่อนมือคือ การดึงจิตให้ออกจากอารมณ์ความคิดมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ส่วนการปฏิบัติแบบเดินจงกรมก็ใช้หลักการเดียวกัน ทุกครั้งที่ก้าวเท้าไปหนึ่งก้าวคือปัจจุบันขณะ จะไม่สนใจก้าวที่ผ่านไปแล้ว และไม่กังวลกับก้าวที่ยังมาไม่ถึง มีแต่ก้าวนี้และเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่เราใส่ใจกับมัน รู้สึกถึงอาการวูบไหวไปทั่วร่างกายขณะที่เดินกลับไปกลับมาโดยไม่ไปกำหนดเพ่งจ้องที่ขา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะยกมือหรือก้าวเดิน แค่ให้รู้สึกแล้วผ่านไป รู้สึกแล้วผ่านไป เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ต่อเนื่องไปสักพักหนึ่ง สติรู้สึกตัวจะค่อยๆ ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จิตถูกดึงกลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวในปัจจุบัน เมื่อไม่มีอดีต ก็ไม่มีการหวนคิดถึงสิ่งที่ผิดหวังล้มเหลวทั้งหลาย เมื่อไม่มีอนาคต ก็ไม่มีการวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำหรือยังมาไม่ถึง เมื่อสภาวะจิตเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้แล้วความทุกข์จะเกิดขึ้นกับตัวเราได้อย่างไรกัน

เกริ่นนำมาเสียยืดยาว หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า แล้วการเจริญสติที่ว่านี้มันเกี่ยวข้องกับโยคะอย่างไรกัน ก็ขอแนะนำในส่วนที่พอจะรู้และมีประสบการณ์บ้างนิดๆ หน่อยๆ การยกมือสร้างจังหวะและการเดินจงกรมก็เป็นเพียงอุบายวิธีที่จะพัฒนาสติความรู้สึกตัว ถ้าเป็นอย่างนี้ก็น่าที่จะเอาโยคะอาสนะซึ่งมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกันมาประยุกต์ใช้เป็นอุบายวิธีอีกอันหนึ่งในการเจริญสติได้ และขอเรียกวิธีการนี้ว่า "โยคานุสติ" ซึ่งมาจากคำว่า โยคะ + อนุสติ แปลว่า การระลึกถึงโยคะหรือระลึกถึงการรวมกายกับใจก็แล้วกัน จะได้ไม่ไปทำให้โยคะของจริงตามตำหรับของอินเดียต้องผิดเพี้ยนไปจนเกิดความสับสนเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน แต่นี้ต่อไปทุกครั้งที่ทำท่าอาสนะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่างู ตั๊กแตน ปัจฉิโมทนา (เหยียดหลัง) กงล้อ ฯลฯ หากมีสติรู้ความรู้สึกตัวสดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งตอนเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายและขณะที่หยุดนิ่งได้ ก็ใช้อาสนะเป็นการเจริญสติไปพร้อมๆ กันได้เลย "ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นกสองตัว" สุภาษิตนี้คงนำมาใช้ได้ นกตัวที่หนึ่งได้บริหารดูแลร่างกายให้เกิดสุขภาวะทางกายจากการฝึกอาสนะซึ่งส่วนใหญ่ผู้อ่านที่ได้ร่ำเรียนโยคะกันมาก็คงรู้กันแล้วหรือไม่ก็หาอ่านจากหนังสือโยคะที่มีอยู่มากมายเองได้ ส่วนนกตัวที่สองนั้นได้บริหารหรือพัฒนาจิตที่ธรรมชาติของมันชอบหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวต่างๆ ของชีวิต ที่มันชอบวิ่งไปในอดีตหรืออนาคต ที่มันชอบหลงเข้าไปในอารมณ์ความคิดหรือกิเลสต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ให้กลับมาอยู่กับบ้านที่ปลอดภัยก็คือ อยู่กับความรู้สึกตัวสดๆ ในปัจจุบันขณะนั่นเอง

คราวนี้ลองมาดูรายละเอียดกันให้ชัดเจนขึ้นอีก ขณะทำท่าโยคะอาสนะ เมื่อร่างกายมีการเหยียดยืดเข้าสู่ท่าจะเกิดความรู้สึกตึง เจ็บนิดๆ ให้รู้ความรู้สึกสดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ขณะที่คืนตัวกลับส่วนที่ตึงก็เริ่มผ่อนคลายก็ให้รู้ความรู้สึกคลายตัวของอวัยวะเหล่านั้น หรือในขณะที่ทำท่าโยคะร่างกายได้รับการกดนวด ก็รู้ถึงความรู้สึกสดๆ ของอาการกดนวด ความรู้สึกแน่น หนักๆ หน่วงๆ ในส่วนต่างๆ นั้นได้ ตอนคืนกลับก็รับรู้ความรู้สึกคลายสบายๆ เช่นกัน หรือในขณะที่ทรงตัวรักษาสมดุลของร่างกายอยู่ในท่า ก็มีสติรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงมาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วแต่ว่าท่านั้นใช้ร่างกายส่วนใดเป็นฐานในการทรงตัว ขณะเดียวกันก็รู้สึกสดๆ ไปทั่วทั้งตัวขณะที่ทรงตัวอยู่ในท่า และยังรวมไปถึงการรับรู้ความรู้สึกชา วูบวาบ วูบไหว ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณประสาทหรือการไหลเวียนของของเหลวต่างๆ ในร่างกาย ที่สำคัญความรู้สึกเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ได้เป็นความคิดปรุงแต่งขึ้นมาลอยๆ เพียงแต่เอาสติหมั่นไปสังเกตมันโดยตรงเท่านั้นเอง

ถึงตรงนี้คงพอจะเห็นภาพและนำกลับไปฝึกเองกันได้บ้าง แต่ของจริงมันไม่ง่ายอย่างที่เขียนมาอย่างนี้หรอก เพราะขณะที่ฝึกอาสนะอย่างมีสติรู้สึกตัวสดๆ ถึงอยากจะให้มันเกิดความต่อเนื่อง แต่ไม่นานเดี๋ยวเราก็เผลอใจลอยไปคิดโน่นคิดนี่ (ไม่อดีตก็อนาคต) ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของจิตคงไม่ต้องไปตีอกชกหัวตัวเอง ครั้นเมื่อเผลอสติไปพอนึกขึ้นได้ว่าใจลอยก็ดึงจิตกลับมาใส่ใจกับความรู้สึกตัวสดๆ ขณะทำอาสนะต่อไป หากสามารถทำเช่นนี้บ่อยๆ ด้วยความเพียรและความตั้งใจ ไม่ช้าไม่นานจิตที่เคยฟุ้งซ่านซัดส่ายก็จะนิ่งลงและกลับมามีสติรู้อยู่กับปัจจุบันขณะได้มากขึ้น ที่สำคัญการนิ่งของจิตนี้ไม่ได้เกิดจากการกดข่มจิตให้จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยการเพ่งจ้องแบบสมถะที่ทำให้จิตซึมทื่อขาดความว่องไวยากต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่การฝึกสติแบบรู้ตัวสดๆ นี้ช่วยให้จิตมีความตื่นรู้และคล่องแคล่วว่องไวเหมาะแก่การใช้งาน นอกจากเผลอคิดแล้วอุปสรรคที่พบกันบ่อยอีกอย่างหนึ่งคือเผลอหลับ หากฝึกอย่างถูกต้องจิตจะตื่นขึ้นเอง อาการง่วงเหงาหาวนอนจะลดน้อยลงไป กลายเป็นความสดชื่น แจ่มใส ตลอดทั้งวัน (ถ้าสติต่อเนื่องดีมากๆ กลางคืนจะตาสว่างแจ่มใสไปด้วย) การฝึกอาสนะแบบเจริญสติจึงช่วยให้ผู้ฝึกมีจิตใจตื่น รู้ และเบิกบานได้ง่ายขึ้น สำหรับคนที่ง่วงนอนง่าย เรียกว่านอนท่าศพทีไรก็เผลอหลับ หรือตื่นเช้ามายังงัวเงียง่วงนอนอยู่ ไม่ค่อยอยากจะลุกขึ้นมาฝึกโยคะ ขอแนะนำว่าในช่วงเริ่มฝึกโยคะควรหลีกเลี่ยงท่านอนราบซึ่งจะทำให้หลับง่ายเพราะศีรษะมีที่วางพิงอย่างสบาย อาจฝึกอาสนะในท่ายืน ท่าที่ต้องทรงตัวรักษาสมดุล หรือแม้แต่ท่ากลับบนลงล่าง แล้วแต่ว่าท่าไหนลองแล้วให้ผลดีกับเรามากที่สุดก็ควรใช้ท่านั้นเป็นหลัก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว ขณะเดียวกันก็ยังต้องฝึกอย่างมีสติใส่ใจสังเกตความรู้สึกตัวสดๆ ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่งจิตก็จะถูกปลุกเร้าให้ตื่นขึ้นเอง เมื่อฝึกอาสนะแบบเจริญสติไปเรื่อยๆ ผลที่เกิดขึ้นคือผู้ฝึกมีสติรู้กายเคลื่อนไหวและหยุดนิ่ง และรู้เวทนาหรือความรู้สึกต่างๆ ทางกายโดยเริ่มจากการรู้สึกตัวเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ ขยายความรู้สึกตัวให้กินพื้นที่กว้างขึ้นกลายเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งร่างกาย ซึ่งจะใช้เป็นฐานในการมีสติรู้อารมณ์ ความคิด จิตใจต่อไป เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วเท่ากับเป็นการสร้างฐานอันมั่นคงเพื่อรักษากายใจให้สมดุลเป็นปกติได้ในชีวิตประจำวัน ฐานนั้นก็คือ จิตมีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดสภาวะของการเป็นผู้ถอนออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ กลายเป็นเพียงผู้สังเกต เฝ้าดู รู้เห็นความเป็นจริงของปรากฏการณ์ต่างๆ ของกาย-จิตโดยไม่เข้าไปคลุกคลี คลอเคลียกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นด้วยความไม่รู้

การฝึกอาสนะแบบเจริญสติที่เอามาประยุกต์ใช้นี้เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อจำกัดด้วยเช่นกัน ปกติการทำท่าอาสนะจะเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ ในแง่หนึ่งเป็นข้อดีของโยคะที่มีท่าหลากหลายมาให้ทำโดยไม่รู้เบื่อ แต่อีกแง่หนึ่งกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเจริญสติ เพราะผู้ฝึกจะต้องคอยนึกถึงท่าใหม่ที่จะทำต่อไปอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้เกิดการสะดุดยากต่อการประคองสติอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับการยกมือสร้างจังหวะหรือเดินจงกรมที่ทำเป็นจังหวะซ้ำไปซ้ำมาอย่างเดิมโดยไม่ต้องกังวลกับการขึ้นท่าใหม่ๆ วิธีแก้อาจเลือกชุดของท่าอาสนะจำนวนน้อยๆ มาฝึกจนชำนาญ เมื่อจำท่าได้อย่างดีแล้วก็จะไม่สะดุดตอนเปลี่ยนท่า สามารถประคองสติทำความรู้สึกตัวต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ

เห็นโยคะได้รับความนิยมในบ้านเรามาหลายปีแล้ว หากผู้ฝึกโยคะทั่วไปที่อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าอยากจะเพิ่มความก้าวหน้าในการฝึกมากขึ้น ลองหันมาใส่ใจกับการพัฒนาจิตโดยเพิ่มการฝึกที่เดิมเน้นการทำท่วงท่าเพื่อบริหารร่างกายเป็นหลัก ให้มารับรู้ความรู้สึกตัวอย่างมีสติด้วย น่าจะเข้ากับยุคสมัยอันรีบเร่งแข่งขันกับเวลา ไหนๆ ก็มีเวลาในแต่ละวันไม่มากนัก ยิงนกนัดเดียวให้ได้นกสองตัวไปเลย สุดจะคุ้ม!

 

คำสำคัญ: โยคะวิชาการ, ความรู้ทั่วไป
สร้างเมื่อ: 2009-02-02 22:15:25   แก้ไขเมื่อ: 2011-03-09 11:19:46
สงวนลิขสิทธิ์ © สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
เนื้อหาอนุญาตให้ใช้แบบ ครีเอทีฟคอมมอนส์ สัญญาอนุญาตประเภทแสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า และอนุญาตแบบเดียวกัน