ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ จากคณะทำงานการมีส่วนร่วมฯ
ครั้งที่ 1 อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา (13 กรกฎาคม 2554)
ผศ.วัชรินทร์ สราวิช (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์) : มีกลุ่มแม่บ้านเข้ารับการอบรม จำนวน 41 คน ทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างดี เพราะตรงกับความต้องการของกลุ่ม ที่เกิดจากการเปิดให้กลุ่มชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหา
ข้อเสนอแนะ
1. การย้อมสีด้วยวัสดุจากธรรมชาติ ควรคำนึงถึงวัสดุที่นำมาใช้ เช่น เข ที่นำมาใช้เป็นแก่นไม้ ซึ่งอาจทำให้ต้นเขตายได้ ควรมีการอนุรักษ์หรือสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านมีการปลูกป่าทดแทน
2. นอกจากภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ควรมีการสำรวจถึงพืชในท้องถิ่นว่ามีพืชชนิดใดที่สามารถนำมาย้อมได้และให้สีอะไร
3. เส้นไหมที่นำมาฝึกย้อมสีธรรมชาติ มีการฟอกกาวมาแล้ว ในทางปฏิบัติควรสอนเริ่มตั้งแต่การฟอกกาวไหม เพราะชาวบ้านบางคนไม่รู้วิธีการฟอกกาวไหม
4. ถ้ามีเวลาควรให้ชาวบ้านแต่ละคนที่มีประสบการณ์การย้อมผ้ามาเล่าสู่กันฟัง เพราะเทคนิคแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน วิทยากรจะได้เก็บเป็นข้อมูลต่อไป
5. ปัจจุบันเส้นไหมราคาค่อนข้างแพงและหายากยิ่งขึ้น ในอนาคตอาจมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผลิตเส้นไหมใช้เองแต่ละครอบครัว สร้างโรงเลี้ยงไหมแบบพอเพียง โดยประสานกับท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) ให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
6. ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีแต่ละครั้งควรมีการสร้างวิทยากรท้องถิ่นด้วย
ผศ.สุจิตรา สราวิช (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์) :
1. อาจเพิ่มการมีส่วนร่วมฯ เพื่อค้นหาวัตถุดิบที่สามารถใช้ย้อมได้ในท้องถิ่น
2. ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ในการเรียนรู้แต่ละกิจกรรม เช่น เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับสี จำนวน 1 วัน การย้อมสีธรรมชาติและสารช่วยติด จำนวน 1 วัน
3. การฝึกปฏิบัติ โดยการแบ่งกลุ่มให้ทุกคนได้ลงมือทำจริงอย่างเหมาะสม จึงจะเกิดทักษะและเป็นการกระตุ้นให้ไปค้นคว้า วิจัยต่อไป
นายอุกฤษฎ์ นาจำปา (มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) : โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการย้อมสีไหมจากวัสดุธรรมชาติ อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา มีการฝึกปฏิบัติการย้อมสีจากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ มีโอกาสได้ซักถามตลอดจนฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการผสมสี การย้อมสี (กระบวนการผลิต) มีคณะวิทยากรจากกลุ่มทอผ้าไหมร่วมเป็นวิทยากรทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากยิ่งขึ้น
ผศ.ศิริพร หงส์พันธุ์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา) :
1. หลักสูตรการอบรม ในครั้งนี้จัดเพียง 1 วัน แต่เนื้อหาที่สมาชิกต้องการเรียนรู้มีมาก ในครั้งต่อไปอาจต้องจัดเพิ่มเป็น 2 วัน โดยรุ่นแรกจะเป็นภาคทฤษฎี ครึ่งวัน และอีกวันครึ่งเพิ่มภาคปฏิบัติที่สมาชิกได้ลงมือปฏิบัติจริง จะทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น
2. หลังจากฝึกอบรม คณะวิทยากรและสมาชิกจะร่วมกันถอดบทเรียนจากการอบรม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากการอบรมและคณะวิทยากรจะเก็บเป็นประสบการณ์ในการนำไปพัฒนาหลักสูตรเพื่อจัดการอบรมในครั้งต่อไป
3. จะมีการติดตามผลการอบรมภายหลังการอบรมแล้ว 1 เดือน เพื่อให้สมาชิกกลับไปทอผ้าจากไหมที่แจกให้ โดยคณะวิทยากรจะแจกใบควบคุมคุณภาพการทอผ้าให้สมาชิกนำกลับไป
ข้อเสนอแนะต่อกระทรวงฯ
1. การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะสมาชิกมีความตั้งใจในการเรียนรู้ เป็นการมาโดยสมัครใจ ไม่ได้มาเพราะถูกเกณฑ์ให้มา ทำให้ผลการอบรมประสบผลสำเร็จเป็นไปตามความคาดหมาย ดังนั้นในปีงบประมาณต่อไปก็น่าจะทำในลักษณะนี้
2. การดำเนินงานควรให้ระยะเวลาในการดำเนินงานมากกว่านี้ เพราะการอบรมเรื่องไหมต้องใช้เวลา เพื่อดูผลการอบรมจากผลผลิต จึงจะช่วยให้สมาชิกได้พัฒนาฝืมือและพัฒนาคุณภาพของผ้าไหมให้มีคุณภาพต่อไป
นายสุทัศน์ อู่ศิริจันทร์ (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) : จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา มีผู้สนใจมากเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ และให้ความสนใจในการรับฟังความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องมาตรฐานคุณภาพผ้าไหม ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎีสี ซึ่งเป็นประโยชน์ในการย้อมสีผ้าไหมในอนาคต ที่จะเลือกว่าน้ำสีที่ได้จากวัสดุธรรมชาติสีใดเมื่อผสมกับสีอื่นจะออกมาเป็นสีอะไร
ในช่วงบ่ายซึ่งเป็นการปฏิบัติการย้อมสีจากวิทยากร คือ คุณชูศรี จากกลุ่มทอผ้าไหมหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีประสบการณ์การย้อมสีธรรมชาติมากว่า 10 ปี สามารถตอบคำถามที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสงสัยได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ และวิทยากรท่านนี้ได้เน้นถึงความสำคัญของการชั่ง ตวง วัด วัสดุต่างๆ ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน เป็นการปลูกฝังแนวคิดของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการย้อมสีไหมจากวัสดุธรรมชาติ
สรุปได้ว่า ผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการย้อมสีไหมจากวัสดุธรรมชาติในครั้งนี้ได้รับความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับตั้งแต่คุณภาพมาตรฐานของผ้าไหม ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีสี และประสบการณ์ในการย้อมสีธรรมชาติจากวิทยากรที่มีประสบการณ์อันยาวนาน จึงเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับมากถึงมากที่สุด
นายชาญวิทย์ ตรีเดช (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) :
1. ทีมวิทยากรได้มีการลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน เพื่อศึกษาพื้นฐานการย้อมสีผ้าไหมของชาวบ้านว่าอยู่ในระดับใด
2. ปัญหาการย้อมสีธรรมชาติไม่ติด เป็นปัญหาที่เกิดอย่างต่อเนื่อง เพราะการควบคุมสีธรรมชาติและสีจากวัตถุดิบทำได้ยาก บางทีวัสดุธรรมชาติที่คล้ายกันกลับให้สีไม่เหมือนกัน เป็นต้น
3. ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยย้อมสีธรรมชาติมาก่อน วิทยากรจึงแนะนำให้เริ่มการฝึกอบรมจากหลักสูตรพื้นฐาน
4. ชาวบ้านอยากลองทำผ้าไหมที่ย้อมสีธรรมชาติ เพราะว่าจะได้ราคาที่สูงขึ้น ประมาณจาก 200 บาทต่อเมตร เป็น 1000 บาทต่อเมตร โดยผ้าที่ย้อมจากสีธรรมชาติจะได้ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
5. วิทยากรเลือกสีธรรมชาติที่ทำจากพืชในท้องที่กับพืชที่หาได้ทั่วไป
6. เนื้อหาในภาคเช้า - เรื่องการผสมสี: มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติมาก่อน เพราะสีธรรมชาติไม่มีสีที่หลากหลายเท่าสีเคมี ต้องทำการผสมสีเอง
7. เนื้อหาในภาคบ่าย - การสาธิตการย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติ: เป็นการสาธิตที่ดี ผู้เข้าอบรมได้เห็นการปฏิบัติทุกขั้นตอน และได้มีส่วนร่วมบ้างในการปฏิบัติ โดยประเด็นสำคัญคือต้องใส่สีธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ความเข้มของสีตามที่ต้องการ
8. ระยะเวลาการอบรม (1 วัน) ค่อนข้างสั้น
9. ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการอบรมเป็นอย่างดี
ครั้งที่ 2 บ้านนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2554)
นายอุกฤษฎ์ นาจำปา (มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) :
เนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ประกอบกับมีฝนตกในช่วงก่อนและระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ผู้เข้ารับการถ่ายทอดฯ จำนวนหนึ่งติดภารกิจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำให้เกิดความล่าช้าในการเริ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี (กำหนดการคลาดเคลื่อน) วิทยากรมีความพร้อม อุปกรณ์ที่ใช้มีความทันสมัย สามารถดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้อย่างเป็นระบบ ผู้เข้ารับการถ่ายทอดฯ ได้รับความรู้เป็นอย่างดี
นายสุทัศน์ อู่ศิริจันทร์ (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) :
สถานที่ฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการย้อมสีไหมจากวัสดุธรรมชาติ ที่บ้านนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องผ้าไหม ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จากการสอบถามผู้เข้ารับการอบรม รวมทั้งคุณจุไรรัตน์(ประธานกลุ่มฯ) ซึ่งเป็นผู้ร้องขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ทำให้ทราบว่า ที่บ้านนาเสียวและบริเวณใกล้เคียง คือ บ้านเล่า เป็นแหล่งที่มีการผลิตผ้าไหมคุณภาพของจังหวัดชัยภูมิมานาน แต่ภายหลังไม่สามารแข่งขันกับกลุ่มผ้าไหมบ้านเขว้าได้ อีกทั้งผ้าไหมของที่นี่ส่วนใหญ่จะย้อมสีเคมี จึงนับได้ว่าผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีประสบการณ์ในการทอผ้าไหม แต่ยังขาดความรู้การย้อมสีไหมจากวัสดุธรรมชาติ อีกประการหนึ่งเข้าใจว่า คนที่อยู่ในวัยแรงงานอพยพไปประกอบอาชีพในถิ่นอื่นมาก ดังนั้นวัย/ช่วงอายุ ของผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ จึงอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีอายุตั้งแต่ 50 - 60 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจจะเข้าใจเรื่องทฤษฎีสีได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีความตั้งใจค่อนข้างสูง อดทนรับฟังและพยายามถามวิทยากรในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ แม้ในภาคบ่ายก็ให้ความสนใจสอบถามวิทยากร คือ คุณชูศรี จากกลุ่มทอผ้าไหมหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มบ้านนาเสียวและกลุ่มที่มาจากอำเภอคอนสวรรค์ ทั้ง 2 กลุ่ม ต่างลงมือปฏิบัติการย้อมสี ตามที่วิทยากรได้สาธิตและแนะนำเทคนิคต่างๆ กลุ่มบ้านนาเสียวได้นำเอาวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบเพกา ใบสบู่เลือด เพื่อมาทดลองย้อมสีด้วย
โดยสรุป ผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีความสนใจดี และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับดีมาก
นายชาญวิทย์ ตรีเดช (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) :
1. คณะวิทยากรชุดเดียวกับการอบรมที่ อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา
2. ชาวบ้านอยากเปลี่ยนมาย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติเพราะว่าจะปลอดภัยต่อสุขภาพของ ผู้ย้อมมากกว่า
3. ชาวบ้านที่ย้อมสีเคมีกำจัดน้ำเสียโดยการให้ขุดบ่อในแต่ละบ้าน แล้วก็เทน้ำเสียลงในบ่อแต่ก็ไม่ได้ทำกันทุกครัวเรือน ปัจจุบันนี้ยังไม่มีสมาชิกในกลุ่มที่แพ้สารเคมี
4. ชาวบ้าน (โดยเฉพาะที่มาจาก อ.คอนสวรรค์) ไม่มีพื้นฐานในการย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติมาก่อน ก่อนหน้านี้ใช้แต่สีเคมี ในขณะที่ชาวบ้านจาก อ.นาเสียว บางคนเคยได้รับการอบรมมาแล้ว
5. ชาวบ้านที่เข้าอบรมครั้งนี้เรียนรู้ได้ช้ากว่าชาวบ้านที่เข้าอบรมที่ อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา เนื่องจากมีอายุเฉลี่ยที่สูงกว่า
6. ชาวบ้านให้ความสนใจต่อการอบรมเป็นอย่างดี
ครั้งที่ 3 อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (20 กรกฎาคม 2554)
นายอุกฤษฎ์ นาจำปา (มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์) :
มีผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก โดยให้ความสนใจและมีส่วนร่วมเป็นอย่างดี (มีการนำวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น มาร่วมสาธิต) มีบรรยากาศการอบรมที่เป็นกันเอง ครูนำนักเรียนมาร่วมรับฟังการถ่ายทอดเทคโนโลยี สถานที่ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีกว้างขวาง มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมอย่างเหมาะสม เครื่องเสียงเหมาะสมกับผู้เข้ารับการก่ายทอดเทคโนโลยี คณะทำงานมีความพร้อมด้านอุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิค/วิธีการ ที่ปรับปรุงขึ้นจากครั้งก่อนๆ
นายชาญวิทย์ ตรีเดช (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) :
1. ผู้เข้าอบรมที่อายุน้อย - ทำการย้อมผ้าไหมเป็นอาชีพเสริม เน้นการใช้มีเคมี(ซื้อมาจากตลาด)เป็นหลักเพราะสะดวกและใช้เวลาน้อย อาชีพหลักคือการทำไร่ทำนา
2. ผู้เข้าอบรมสูงอายุ - เน้นย้อมสีธรรมชาติเพราะมีเวลามาก
3. ชาวบ้านอยากลองความรู้ใหม่ๆ
4. เคยมีวิทยากรมาอบรมเรื่องการย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติในพื้นที่ 2-3 ครั้ง แต่มีเพียงผู้สูงอายุที่นำความรู้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้
5. กำจัดน้ำเสียจากการย้อมผ้าด้วยการเทลงพื้น เพราะมีพื้นที่มาก ไม่มีการขุดบ่อน้ำเสีย โดยชาวบ้านยังไม่มีอาการแพ้ อาจจะเพราะว่ายังทำการย้อมมาไม่นานพอ
6. มีตลาดที่เข้มแข็งในการขายผ้าไหม โดยมียอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องผ่านพ่อค้าคนกลางชาวไทยที่มารับซื้อถึงในพื้นที่ บางทีมีการกำหนดลวดลายมาให้ทอตามสั่ง โดยราคาขายอยู่ที่ 450 บาทต่อเมตร สำหรับผ้าไหมย้อมสีเคมี และ มากกว่า 1000 บาทต่อเมตร สำหรับผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ
7. ชาวบ้านให้การตอบรับเป็นอย่างดี
นางนิยม เทศชารี (กลุ่มเกษตรกรบ้านห้วยทราย ตำบลหนองมะนาว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา :
1. ดีใจที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เข้าอบรมถึงพื้นที่ ประชาชนมีความพึงพอใจมาก
2. ได้อบรมย้อมสีธรรมชาติตามความต้องการ และได้ทราบข้อมูลข่าวสารของคลินิกเทคโนโลยี
3. ต้องการให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องอื่นๆด้วย
ครั้งที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (อำเภอหนองหงส์ ห้วยราช และกระสัง) ในระหว่างวันที่ 20 - 21 สิงหาคม 2554
นางบุญมี พลมาศ (กลุ่มทอผ้าไหมนายาว-นาอุดม อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์) :
1. การจัดอบรมย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ จัดทำได้ดีมาก แต่ควรมีการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง และมีการอบรมในด้านอื่นด้วย เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และมีการติดตามผลหลังจากการอบรมของแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
2. ต้องการให้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดหางบประมาณสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์การขึ้นหัวม้วนไหมยืนด้วยเพราะเคยขอไปหน่วยงานอื่นแล้วไม่ได้ และอยากให้จัดอบรมในด้านนี้ด้วย
ผศ.ดร.สุดาพร ตังควนิช (มหาวิทยาัลัยราชภัฏอุบลราชธานี) :
เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ดีมาก เนื่องจากเป็นการเติมเต็มและต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการอบรมมีการปูพื้นฐานตั้งแต่การลอกกาว การฟอกขาว การย้อมนำส่วนที่เป็นเปลือกไม้ และมีการนำผลที่ได้จากการทดลองมานำเสนอ มีการชั่งตวง และเก็บตัวอย่างของเส้นใยไหมที่ได้จากการย้อมที่สภาวะต่างๆ
ข้อเสนอแนะ
1.ควรเสนอแนะชนิดของสารช่วยติดที่มาจากธรรมชาติให้หลากหลาย นำส่วนที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีตามท้องถิ่น
2.ควรเสนอแนะการลอกกาวด้วยสารจากธรรมชาติ เช่น น้ำด่างจากธรรมชาติ
3.การทำให้สีเข้มและหลากเฉดสี สามารถทำได้โดยใช้โคลน เช่นอยากให้สีเข้ม ใช้วิธีหมักโคลนก่อนย้อม และถ้าต้องการสีใหม่ก็สามารถหมักโคลน ซึ่งสีเข้ม-อ่อน ขึ้นกับระยะเวลาที่หมัก ไม่จำเป็นต้องใช้จุนสี เนื่องจากเป็นสารเคมี
4.ควรเสนอแนะวิธีทอสอบความคงทนต่อแสงและคงทนต่อการซักล้างเบื้องต้น เมื่อเสนอข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจเลือก เงื่อนไขและวัสดุในการย้อมของชุมชนในครั้งต่อไป
นายอุกฤษฎ์ นาจำปา (มหาวิทยาัลัยราชภัฏบุรีรัมย์) :
มีกลุ่มทอผ้าไหม ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังการถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวนมาก (90 คน) โดยมีกลุ่มทอผ้าไหมจาก อ.หนองหงส์ อ.ห้วยราช อ.กระสัง โดยสมาชิกในแต่ละกลุ่มให้ความร่วมมือ และมีความพร้อมในการรับการถ่ายทอดอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่ภายในกลุ่ม มีการจดบันทึกข้อมูลในการย้อมสีอย่างละเอียดทุกขั้นตอน โดยคณะวิทยากรเน้นย้ำถึงความสำคัญในการจดบันทึก และการชั่ง ตวง วัด เพื่อให้เส้นใยไหมที่ผ่านการย้อมมีคุณภาพ สม่ำเสมอ ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การลอกกาวเส้นไหม การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การย้อมเส้นไหม การจัดเก็บเส้นไหม
นายสุทัศน์ อู่ศิริจันทร์ (สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) :
มีผู้สนใจเข้าร่วมการอบรมค่อนข้างมาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์มีการเรียนการสอนวิชาสิ่งทอ ในคณะวิทยาศาสตร์ และมีอาคารสิ่งทอซึ่งใช้เป็นสถานที่อบรมในครั้งนี้ จึงนับว่าเป็นข้อได้เปรียบในการฝึกอบรม เนื่องจากมีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เตา กาละมัง ตราชั่ง ถ้วยตวง ฯลฯ ซึ่งจะใช้สอนกลุ่มแม่บ้านที่เข้าอบรมให้รู้จักการชั่ง ตวง วัด เพื่อที่จะได้ย้อมสีออกมาได้คุณภาพสม่ำเสมอทุกครั้ง ซึ่งในแง่หนึ่งเป็นการดีที่กลุ่มแม่บ้านได้รู้ได้เห็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ใช้ในห้องแล็บ แต่อีกแง่หนึ่งชาวบ้านไม่มีสิ่งเหล่านี้ไว้ใช้ในชีวิตจริง เช่น หาภาชนะอะไรที่ตวงน้ำเท่ากับ ครึ่งลิตรหรือหนึ่งลิตร หรือใช้ช้อนแกงตวงเกลือให้เห็นว่าเป็นเท่าใด ซึ่งชาวบ้านจะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้มากกว่า
ในวันแรกการย้อมสีในครั้งนี้ใช้กลีบดอกดาวเรืองแห้ง ใบสบู่แดง ใบมะกรูด และใบหูกวาง เป็นตัวอย่างในการย้อม โดยแบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมออกเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อทดลองย้อมสีวัสดุธรรมชาติแต่ละชนิด ส่วนในวันที่สอง จะย้อมจากเปลือกไม้หรือแก่นไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นข้อดีของการอบรมที่มีเวลามากกว่าแห่งอื่นๆที่ผ่านมา
โดยสรุปการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งที่เคยย้อมสีธรรมชาติมาก่อนแล้ว และสำหรับบางคนที่ยังไม่เคยย้อมสีธรรมชาติเลย จะได้รับรู้กระบวนการย้อมสีผ้าไหมจากวัสดุธรรมชาติในเชิงที่เป็นวิทยาศาสตร์ ให้มีหลักการที่ถูกต้องตลอดไป แตกต่างจากที่นครราชสีมาและชัยภูมิ ซึ่งวิทยากรภาคปฏิบัติเป็นผู้มีประสบการณ์การย้อมผ้าสีธรรมชาติมากกว่า 10 ปี สามารถถ่ายทอดความรู้ในแบบชาวบ้านๆด้วยกันได้ดีกว่า
นางทองพันธ์ สุปะมา (กลุ่มทอผ้าไหมบ้านม่วงเจริญ ต.สระทอง อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์) :
มีความพอใจมากที่มาอบรมในครั้งนี้ได้ความรู้มาก จะเอาความรู้ที่ได้อบรมครั้งนี้นำไปปฏิบัติในกลุ่ม ถ้ามีการอบรมครั้งต่อไปให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง อยากให้ทางคลินิกเทคโนโลยีจัดประกวดผ้าไหมย้อมด้วยสีธรรมชาติ จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และหวังอย่างยิ่งว่าคงจะได้รับโอกาสต่อไป ดิฉันขอขอบคุณ อาจารย์ที่มาให้ความรู้ในครั้งนี้นะคะ
นางสนั่น เจริญรัมย์ (กลุ่มสมุนไพรสวายเจริญ อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์) :
มาอบรมแล้วคุ้มค่ามากเพราะมีการฝึกปฏิบัติอย่างครบถ้วนและทุกขั้นตอนดีมาก เพราะวิทยากรเก่งมากในการอบรมครั้งนี้ถือว่าโชคดีที่สุดและเป็นโอกาสที่ดีและจะนำเอาความรู้ส่วนนี้ไปใช้ในกลุ่มอย่างเต็มที่ ถ้าหากมีการจัดอบรมก็ขอให้ต่อเนื่องและมีการตรวจสอบแนะนำ น่าจะจัดการประกวดผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติมีรางวัล กระตุ้นสมาชิกกลุ่มให้มีความกระตือรือร้นในการย้อมสีธรรมชาติ และมีกำลังใจในการทำผ้าจากสีธรรมชาติ
นางนิยม เทศชารี (กลุ่มเกษตรกรบ้านห้วยทราย ต.หนองมะนาว อ.คง จ.นครราชสีมา) :
การอบรมในราชภัฏก็ดี เพราะ ชาวบ้านได้มีการวัดตวงที่ถูกต้อง ได้ใช้เทคนิคการย้อมแบบใช้เทคโนโลยีการย้อมไหมด้วย และได้รับรู้เรื่องเครื่องมือในการทำงานย้อมสีไหมที่ถูกต้องด้วย
ขอเสนอแนะว่าที่ราชภัฏมันแคบ ชาวบ้านก็เลยดูไม่ทั่วถึงเท่าไหร่ ถ้าลงถึงชาวบ้านจริงๆชาวบ้านจะมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น
2. ข้อเสนอแนะจากผู้รับบริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
นายคำพอง เบ้ามะโน (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองมะนาว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา) : ชุมชนได้รับความรู้อย่างทั่วถึง โดยการประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบล โครงการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคง เพราะชุมชนยังขาดความรู้และความสามารถอยู่อีกหลายด้านจึงขอความอนุเคราะห์มา
นายอานนท์ อินทมาตร (พัฒนาชุมชนตำบลหนองมะนาว) : เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาศักยภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ของกลุ่มในเรื่องเทคนิคการย้อมสีไหม โดยนำวัสดุที่มีในท้องถิ่น หลังจากที่โครงการเสร็จสิ้น ควรจะมีคู่มือหรือสรุปผลการดำเนินโครงการเป็นรูปเล่ม
นายอนุสรณ์ ควรขุนทด (ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย ตำบลหนองมะนาว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา) : เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งและก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพี่น้องชาวห้วยทราย ซึ่งมีพื้นฐานและมีความสนใจในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การที่ได้รับการอบรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากมีสิ่งใดที่จะเสริมต่อให้หมู่บ้านเข้มแข็งยิ่งขึ้น ควรมีการสนับสนุน ดังนี้
1. เทคนิค/วิธีการ ที่เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ
2. การตลาด
3. วัสดุ/อุปกรณ์
และนอกจากนี้ ต้องการให้เพิ่มแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน/เยาวชน ที่สามารถค้นคว้า ศึกษาข้อมูลได้ เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน และเพิ่มแหล่งสืบค้นข้อมูลสำหรับชุมชนต่อไป
นางอรรถยา พิริรัมย์ (กลุ่มทอผ้าไหมบ้านตาฮ้อ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์) :
1. ได้รับความรู้เรื่องวัสดุธรรมชาติชนิดต่าง ที่สามารถนำมาใช้ในการการย้อมสีได้
2. ควรมีการจัดฝึกอบรมการย้อมสีไหมด้วยวัสดุจากรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามผลหลังจากการฝึกอบรมไปแล้ว
3. ควรมีการสนับสนุนงบประมาณหรือวัสดุ/อุปกรณ์ ให้แก่กลุ่มทอผ้าฯ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการดำเนินงานของกลุ่มในเบื้องต้นก่อน
นางสุภาภรณ์ ชวดสูงเนิน (กลุ่มทอผ้าไหมบ้านตาฮ้อ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์) :
1. การจัดการฝึกอบรมของสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าไหมนั้น มีประโยชน์มากสำหรับผู้เข้ารับการอบรม และถ้าได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพด้านการทำไหม จะทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เป็นการนำผลิตภัณฑ์ไหมเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ
2. ความต้องการในขั้นต่อไป คือ ต้องการให้กลุ่มทอผ้ากลุ่มอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมและได้รับการสนับสนุนที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้กลุ่มผู้ผลิตไหมมีเอกภาพและเข้มแข็งต่อไป
3. ต้องการให้คณะทำงานการมีส่วนร่วมฯ และผู้ให้การอบรมฯ(คณะวิทยากร) ได้จัดอบรมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มต่างๆผลิตงานอย่างต่อเนื่องต่อไป
สร้างเมื่อ: 2011-08-25 16:57:17 แก้ไขเมื่อ: 2011-08-26 11:16:02