เข้าระบบ »  |  รายการเว็บ »  |  สุ่มเว็บ »
พุทธศาสนา ธรรมะ ปัญญา ล้านนา มังคะละ สาย สายเทพ สายล้านนา ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ คาถา ความเชื่อ มนต์ คาถา ยันต์ วัตถุมงคล มังคะลัง เครื่องราง ของขลัง ขลัง วิญญาณ แท้ ตะกรุด เทียน ผ้ายันต์ จาร วัตถุมงคล มงคล

MungKhaLung มังคะลัง สารานุกรมความเชื่อ ความศรัทธา ไสยศาสตร์ล้านนา

พุทธศาสนา ธรรมะ ปัญญา ล้านนา สาย สายเทพ สายล้านนา ไสยศาสตร์ ความเชื่อ มนต์ คาถา ยันต์ วัตถุมงคล มังคะลัง เครื่องราง ของขลัง ขลัง วิญญาณ แท้ ตะกรุด เทียน ผ้ายันต์ จาร วัตถุมงคล มงคล

ความหมายที่แท้จริงของคำว่ามงคล

www.mungkhalung.com "  แนะนำวัตถุมงคลวัตถุที่ท่านปรารถนา เพื่อมุ่งใจใฝ่น้อมนำยัง "นิพพานัง ปรมัง สุขัง" มงคลอันควรเป็นสุดปรารถนาของมนุษย์โลก  เอหิปัสสิโก เทอญ


็้http://www.mungkhalung.com


Palungjit108@hotmail.com


เวปไซต์ชื่อว่า มังคะลัง หรือ มงคล ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง 

ทีนี้เลยขอกล่าวถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องเกี่ยวกับมงคล ซึ่งเป็นที่มาหนึ่งของเวปไซต์นี้

หลายท่านคงเคยไปร่วมงานบุญต่างๆ เช่นงานสืบชะตา งานทำบุญบ้าน หรืองานขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งหากเป็นชาวพุทธก็จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ตามจำนวนพระสงฆ์เป็นเลขคี่ เช่น ห้ารูป เก้ารูปซึ่งนิยมที่สุด ด้วยความเชื่อและธรรมเนียมว่า เป็นมงคล แก่เจ้าของสถานที่ หรือเจ้าชะตา

ในบทพระพุทธมนต์ทั้งหลายที่พระสงฆ์สวดนั้น หากท่านได้สดับฟังโดยมีสติ จะได้ยินบทหนึ่ง ขึ้นต้นด้วยภาษาบาลีว่า "อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานํ จ เสวนา... " ถ้าจะบอกในเชิงไสยศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าเป็นบทมงคลสามสิบปดประการ เพื่อให้พร อันเป็นมงคล ด้วยเหตุนี้เอง พระสงฆ์ในอดีตหลายท่าน จึงได้สวดมนต์บทนี้ทั้งแบบเดินหน้า และแบบย้อนหลัง เพื่อให้เกิดความมงคลทั้งหน้าและหลัง เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งนั่นเอง

แต่หากพิจาณาด้วยปัญญาไตร่ตรองแ้ล้ว พระสงฆ์ท่านได้สั่งสอน แนะนำ ทางมงคลสำหรับชีวิต ด้วยการยกหัวข้อ มงคลชีวิต ทั้ง 38 อย่าง ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระอินทร์เอาไว้ เพื่อให้มนุษย์ยึดเป็นแนวประพฤติปฏิบัติ

 

มีผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า 

มงคล คือทางก้าวหน้า ความสุข ความเจริญ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ ๒๕๒๕ ให้ความหมายไว้ว่า มงคล คือเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ

คำว่า มงคลชีวิต จึงอาจแปลความได้ว่า เหตุแห่งความสุขและความเจริญก้าวหน้าของชีวิต

เป็นสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อควรประพฤติปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ ๓๘ ประการด้วยกัน

             

 

 มงคล เหตุแห่งความเจริญก้าวหน้า ความเจริญก้าวหน้า มี ๔ ประการ คือ 

 

              ๑. ความเจริญก้าวหน้าด้วยสรรพสมบัติทั้งหลายทั้ง มนุษย์สมบัติ  ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ

              ๒. ความเจริญก้าวหน้าด้วยปัญญา อันเป็นเครื่องทำลายอุปสรรคของชีวิตและความชั่วความบาปต่าง ๆ

              ๓. ความเจริญก้าวหน้าด้วยความดีงาม ทั้งทางกาย วาจา ในเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องสูง

              ๔. ความเจริญก้าวหน้าด้วยประโยชน์ทั้ง ๓ คือ 

                            ๑.ประโยชน์ในโลกนี้ คือโลกมนุษย์

                            ๒.ประโยชน์ในโลกหน้า คือสวรรค์

                            ๓.ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน 

              เมื่อเราประพฤติปฏิบัติตามมงคลทั้ง ๓๘ ประการนี้ แม้เพียงมงคลในมงคลหนึ่งก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าประกอบ เหตุอันทำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทั้งประการนี้ ทำให้เราสามารถบำเพ็ญประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่ครอบครัวสังคม และแก่ชาวโลกได้เต็มที่

 

เหตุที่ต้องเรียนรู้จักมงคล

              มีสิ่งที่น่าคิดอยู่ประการหนึ่งคือ การเกิดมาเป็นคน เพียงแค่ศึกษาความรู้สูง ๆ เพื่อให้มีสติปัญญาที่จะทำมาหากินได้สะดวกสบายโดยไม่ติดขัดเท่านี้ยังไม่พอ ยังไม่แน่ว่าจะหาความสุขได้ เพราะความรู้ที่มีอยู่ในโลกทั่วไปเป็นความรู้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง คือเลี้ยงส่วนที่เป็นกายเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็นใจยังไม่มีอะไรไปเลี้ยงเนื่องจากคนเรามีส่วนสำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือกายและใจ

              ในเมื่อกายก็ต้องการอาหารไปเลี้ยงเพื่อให้พ้นจากโรคคือความหิว และให้ร่างกายเกิดความเจริญเติบโตขึ้น ใจก็เช่นเดียวกัน ต้องการอาหารคือธรรมะมาหล่อเลี้ยงเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้พ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง และเพื่อยกระดังจิตใจของเราให้สูงขึ้น จะได้พบกันความสุขควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพทำมาหากิน 

ด้วยเหตหุนี้เราจึงต้องมาเรียนธรรมะโดยเฉพาะเรื่องมงคลสูตรเพราะไม่เพียงมีความสำคัญดังกล่าวแล้ว ยังง่ายต่อการทำความเข้าใจ และการนำไปปฏิบัติตามอีกด้วย

 

ที่มาของมงคล

              เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว คืนหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี ท้าวสักกเทวราชได้นำหมู่เทวดาเข้าเฝ้า และบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งทูลถามพระองค์ว่า อะไรคือ มงคลของชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงหลักมงคล ซึ่งมีทั้งหมด ๓๘ ประการมงคลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ยึดถือวัตถุ แต่ยึดถือการปฏิบัติฝึกฝนตนเอง

              แม้หลักมงคลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะประกอบไปด้วยเหตุผลอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครสามารถล้างได้ แต่ก็มิได้หมายความว่า คณาจารย์ นักคิด เจ้าลัทธิทั้งหลายจะล้มเลิกความคิดเดิม หันมาเชื่อพระองค์ทุกคนเพราะล้วนแต่หน้าแน่นด้วยทิฏฐิกันทั้งนั้น แม้จะรู้ตัวว่าผิด แต่ยังยืนยันวาทะของตนอยู่ และ สานุศิษย์ของแต่ละสำนักก็ยังทำการเผยแพร่อยู่อย่างไม่หยุดยั่งประกอบกับนิสัยของคนเรามีความขลาดประจำตัวอยู่แล้ว ชอบทำงานอะไรเผื่อเหนียวไว้ก่อน จึงมีผู้ยอมรับนับถือปฏิบัติสืบต่อกันมา เกิดเป็นมงคล ๒ สาย พัวพันกันมาจนถึงปัจจุบันคือ

 

              ๑. มงคลของนักคิด เรียกว่า มงคลมี ยึดถือเอาว่า การมีสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นมงคล ซึ่งแต่ละที่แต่ละสมัยก็ยึดถือต่าง ๆ กันไป ไม่มีอะไรแน่นอน ของบางอย่างบางที่ถือเป็นมงคล บางที่อาจถือว่าเป็นอัปมงคลก็ได้ 

              ๒. มงคลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า มงคลทำ ยึดถือเอาการปฏิบัติฝึกฝนตนเองเป็นเกณฑ์เป็นสัจธรรม ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ใดปฏิบัติตามแล้วย่อมได้ผลแน่นอนมงคลของนักคิดนั้น มีผู้เสนอขึ้นมาแล้ว ก็มีผู้โต้แย้งลบล้างไป แล้วก็มีผู้เสนอขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อย ๆ จนหาข้อยุติไม่ได้ แต่มงคลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น 

เมื่อทรงแสดงแล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเหตุผลมาลบล้างได้ แม้พระองค์จะทรงเปิดโอกาสให้คัดค้านวิพากษ์ วิจารณ์ได้ตลอดเวลา ดังความในบทสรรเสริญพระธรรมคุณที่ว่า "เอหิปัสสิโก เชิญมาพิสูจน์เถิด " 

 

 


มงคลหมู่ที่ ๑

      ๑. อเสวนา จ พาลานํ        การไม่คบคนพาล
๒. ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา     การคบหาบัณฑิต
๓. ปูชา จ ปูชนียานํ          การบูชาบุคคลที่ควรบูชา


มงคลหมู่ที่ ๒

      ๔. ปฏิรูปเทสวาโส จ         อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
๕. ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา      มีบุญวาสนามาก่อน
๖. อตฺตสมฺมาปณิธิ จ         ตั้งตนชอบ


มงคลหมู่ที่ ๓

      ๗. พาหุสจฺจญฺจ               เป็นพหูสูต
๘. สิปฺปญฺจ                    มีศิลปะ
๙. วินโย จ สุสิกฺขิโต          มีวินัย
๑๐. สุภาสิตา จ ยา วาจา      มีวาจาสุภาษิต


มงคลหมู่ที่ ๔

      ๑๑. มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ          บำรุงบิดามารดา
๑๒. ปุตฺตสงฺคโห                เลี้ยงดูบุตร
๑๓. ทารสฺส สงฺคโห             สงเคราะห์ภรรยา (สามี)
๑๔. อนากุลา จ กมฺมนฺตา      ทำงานไม่คั่งค้าง


มงคลหมู่ที่ ๕

     

๑๕. ทานญฺจ                     บำเพ็ญทาน
๑๖. ธมฺมจริยา จ                 ประพฤติธรรม
๑๗. ญาตกานญฺจ สงฺคโห        สงเคราะห์ญาติ
๑๘. อนวชฺชานิ กมฺมานิ           ทำงานไม่มีโทษ



มงคลหมู่ที่ ๖

      ๑๙. อารตี วิรตี ปาปา             งดเว้นจากบาป
๒๐. มชฺชปานา จ สญฺญโม        สำรวมจาการดื่มน้ำเมา
๒๑. อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ         ไม่ประมาทในธรรม


มงคลหมู่ที่ ๗

      ๒๒. คารโว จ                      มีความเคารพ
๒๓. นิวาโต จ                     มีความถ่อมตน
๒๔. สนฺตุฏฺฐี จ                    มีความสันโดษ
๒๕. กตญฺญุตา                    มีความกตัญญู
๒๖. กาเลน ธมฺมสฺสวนํ            ฟังธรรมตามกาล


มงคลหมู่ที่ ๘

      ๒๗. ขนฺตี จ                       มีความอดทน
๒๘. โสวจสฺสตา                   เป็นคนว่าง่าย
๒๙. สมณานญฺจ ทสฺสนํ           เห็นสมณะ
๓๐. กาเลน ธมฺมสากจฺฉา         สนทนนาธรรมตามกาล

มงคลหมู่ที่ ๙
      ๓๑. ตโป จ                       บำเพ็ญตบะ
๓๒. พฺรหฺมจริยญฺจ                ประพฤติพรหมจรรย์
๓๓. อริยสจฺจาน ทสฺสนํ           เห็นอริยสัจ
๓๔. นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ         ทำนิพพานให้แจ้ง

มงคลหมู่ที่ ๑๐
      ๓๕. ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
๓๖. อโสกํ                                      จิตไม่โศก
๓๗. วิรชํ                                        จิตปราศจากธุลี
๓๘. เขมํ                                         จิตเกษม

 

อย่างที่ท่านเห็นในปัจจุบัน แม้พระพุทธรูปซึ่งเป็นรูปเปรียบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  กลับถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือของไสยศาสตร์  ให้เป็นสื่อแห่งความลึกลับ มืดมน  ซึ่งตรงกันข้ามกับลักษณะของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง คนสมัยก่อนมีความศรัทธาอย่างมาก  พระพุทธรูปแต่ละองค์ได้สร้างขึ้นอย่างประณีตงดงาม เกิดจากแรงศรัทธาอย่างแท้จริง  ไม่ได้สร้างเพื่อเป็นสินค้า หรือเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นปูชนียวัตถุ คือเป็นวัตถุที่ควรบูชา มิใช่สร้างเพื่อเป็นวัตถุมงคลเช่นปัจจุบัน  

ความหมายของมงคลที่ใช้กับพระเครื่อง  ก็ไม่เหมือนกับคำว่า มงคล” ในพระพุทธศาสนา เพราะมงคลในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้น จะต้องเกิดจากการกระทำความดี  มิใช่เกิดเพราะอำนาจของพระเครื่อง  และมิใช่เป็นมงคลเพื่อป้องกันศาตราอาวุธ หรือมิใช่มงคลเพื่อแสวงหาโชคลาภเงินทอง แต่อย่างใด  

การห้อยพระที่กาย เพื่อเป็นสื่อถึงใจว่าเรามีเรามีพระอยู่กับตัว เพื่อเตือนสติให้รอดพ้นจากความชั่วได้  อย่างนี้เรียกว่า พระคุ้มครอง  แต่ถ้าห้อยพระแล้วยังทำความชั่วอยู่  ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาล แม้จะห้อยพระเป็นล้าน ๆองค์ ก็ไม่มีพระองค์ไหนมาคุ้มครอง  เพราะพระคือพระธรรมจะคุ้มครองคนที่มีธรรมะ เป็นคนดีเท่านั้น

คงไม่ต่างอะไรจากที่เรามีเครื่องรางของขลัง ทั้งที่พกติดตัวได้ หรือต้องทำพิธีกรรมต่างๆ ของเหล่านี้เป็นมงคลประสิทธิผลได้ด้วยความศรัทธาของเราที่จะก่อความดี และกระทำผ่านทางกาย วาจาที่ดี 

ปาฏิหาริย์ต่างๆที่ท่านได้ทราบมาในปัจจุบันนั้น เป็นผลจาก กรรมเก่า กรรมปัจจุบัน ประกอบกันตามกาลเวลาที่เหมาะ เครื่องรางของขลังและความศักดิ์สิทธิในเวทย์ฺมนต์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ท่านเกิดกำลังใจมั่นใจในการทำกรรมดี เพียงเท่านั้น

ผู้น้อยยินดีรับฟังข้อแนะนำจากท่านอาวุโสทุกท่านที่ Palungjit108@hotmail.com

ขอบพระุคุณ  ที่มา : http://www.songpak16.com และ 

                        http://www.oknation.net/blog/print.php?id=388752

www.mungkhalung.com ธรรมะตามแนวพุทธ และไสยศาสตร์ความเชื่อตามประวัติศาสตร์
สงวนลิขสิทธิ์ © www.mungkhalung.com
เนื้อหาอนุญาตให้ใช้แบบ ครีเอทีฟคอมมอนส์ สัญญาอนุญาตประเภทแสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า และไม่แก้ไขต้นฉบับ