บทความโดย : พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : จากบทความเรื่อง "ความเชื่อ" ในเว็บไซต์ คอลัมน์บทความพุทธิกา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553
น้องชายของอาตมาตายในปี พ.ศ. 2521 ในวันตายของเขา อาตมากำลังเดินทางไปประชุมสัมมนาองค์กรที่ต่างจังหวัด สมัยนั้นอาตมายังไม่บวชเป็นพระ และทำงานเป็นแอคทิวิสต์ที่เข้มข้นมาก น้องชายป่วยเป็นมะเร็งมานาน แต่ไม่มีใครรู้เลย ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว จนกระทั่งเมื่อตายไปหมอจึงวินิจฉัยว่าเป็นเพราะโรคมะเร็งชนิดหนึ่งซึ่งเกิด น้อยมาก ตอนที่เขาป่วยหนัก อาตมาก็ไม่มีเวลาไปเยี่ยมเลย และในวันที่เขาเสียชีวิต คือวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2521 อาตมาก็ไปประชุมประจำปี ยังคิดว่าประชุมเสร็จแล้วกลับมาเยี่ยมเขาก็ทัน
เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็นึกเสียดายว่าทำไมจึงทิ้งน้องเพื่อไปทำงาน ทำไมคนเราต้องเห็นงานสำคัญกว่าคนรัก ก็เพราะเราคิดว่ายังมีเวลาอีกนาน เขาคงไม่รีบตาย จำได้ว่าพวกนักศึกษาในยุคนั้นตื่นตัวเรื่องการเมืองกันมาก และเห็นว่าเรื่องบ้านเมืองสำคัญเหลือเกิน เรายอมสละได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสังคม แต่จริงๆ แล้วนั่นก็ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียว คือมันไม่จำเป็นเลยที่อาตมาจะต้องไปประชุมในวันนั้น ในวันนั้นถึงอาตมาไม่ไป เขาก็ประชุมกันได้ งานก็ดำเนินไปได้ สังคมก็ดำเนินไปได้ ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวเสียหน่อย เพียงแต่คนเรามักจะสำคัญตนเองผิดไป คิดว่าโลกต้องหมุนรอบตัวเรา ทุกอย่างต้องจัดการโดยมือของเรา เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตไม่เป็น
การตายของโยมแม่เป็นอุบัติเหตุที่แปลกประหลาด
วันนั้นโยมแม่กำลังเดินข้ามถนนอยู่ตรงทางม้าลาย ท่านไปหยุดยืนรออยู่ตรงเส้นกลางถนน เผอิญมีรถสามล้อคันหนึ่งแล่นผ่าน คนนั่งอยู่ด้านหลังเป็นคนเมา เขาเมามากและคลื่นไส้อยากจะอ้วก ก็เลยยื่นหัวออกมานอกรถสามล้อ แล้วก็ไปชนกับโยมแม่พอดิบพอดี โยมแม่ล้มหัวฟาดพื้น กระโหลกร้าว แล้วก็เสียชีวิตหลังจากนั้น 4 วัน
ตอนนั้นอาตมาบวชพระเกือบ ๑๐ พรรษาแล้ว อาตมารู้ดีว่าโยมแม่จะอยู่กับเราไม่นาน จึงควรให้เวลากับโยมแม่ แต่พอกลับบ้านก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกับโยมแม่ ตอนนั้นก็เหมือนกับตอนนี้คืออาตมามีงานหลายอย่าง ทั้งงานหนังสือ งานบรรยาย งานอบรม งานประชุม ดังนั้นเวลากลับมาเยี่ยมบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ถือโอกาสใช้โทรศัพท์ที่บ้านเพื่อคุยเรื่องงาน บางทีคุยโทรศัพท์นานเป็นชั่วโมง จำได้ว่าเห็นโยมแม่มานั่งรอ ท่านรอจะคุยกับลูกชาย แต่อาตมาก็คิดว่า นานๆ มากรุงเทพที มีโอกาสใช้โทรศัพท์ก็ต้องใช้เต็มที่ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ พอมาถึงบ้านก็เลยโทรศัพท์ตามงานหรือคุยธุระกับเพื่อน เป็นแบบนี้แทบทุกครั้ง เลยมีเ วลาคุยกับโยมแม่ไม่มาก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับโยมแม่อย่างกะทันหัน
อาตมานึกเสียดาย ทั้งที่รู้อยู่ว่าโยมแม่มีอายุมาก อาตมารู้เรื่องความตาย รู้เรื่องธรรมะ แต่ทำไมกลับมัวแต่คุยโทรศัพท์เรื่องงาน ตอนนั้นอาตมาเสียศูนย์ไปพักใหญ่ด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้เวลามีค่าผ่าน ไป
สิ่งที่อาตมาได้เรียนรู้จากความตายของคนใกล้ชิด คือคนเราแท้จริงแล้วมีหลายมิติ ด้านหนึ่งเราเป็นสมาชิกของสังคม ที่จะต้องประกอบการงานให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อีกด้านหนึ่งเราก็เป็นสมาชิกของครอบครัว เราก็ต้องดูแลครอบครัวเราให้ดีด้วย และอีกด้านหนึ่ง เราเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีปัญญาและมีโอกาสได้ศึกษาธรรมะ เราก็ต้องไม่ละทิ้งโอกาสดังกล่าวไปเช่นกัน ถ้าเราทำแต่งาน ลืมครอบครัวไปก็ไม่ได้ ถ้าเราทำแต่งาน และดูแลครอบครัว แต่ลืมดูแลตัวเองก็ไม่ได้อีก พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ดูแลสุขภาพ ไม่สนใจธรรมะเลยก็ไม่ได้ เรามีหลายมิติ ต้องรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัว สังคม และโลกของเรา เราต้องจัดวางให้พอดีๆ