เข้าระบบ »  |  รายการเว็บ »  |  สุ่มเว็บ »
ความเชื่อ (พระไพศาล วิสาโล) ตอนที่ 2 : หลงลืมความตาย

บทความโดย : พระไพศาล  วิสาโล

ที่มา : จากบทความเรื่อง "ความเชื่อ" ในเว็บไซต์ คอลัมน์บทความพุทธิกา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553


 

มนุษย์อยากจะลืมเรื่องความตาย เพราะความปรารถนาส่วนลึกของเราคือต้องการความเป็นอมตะ นี่คือธรรมชาติของอัตตาที่เราทุกคนหวงแหนยึดมั่น ในสังคมวัฒนธรรมโบราณ มีสิ่งเตือนใจให้เราระลึกถึงความตายอยู่เสมอ และยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นในสังคมชนบท อย่างเช่น คนสมัยก่อนเขาเกิดที่บ้าน นอนป่วยที่บ้าน ตายที่บ้าน ตั้งศพที่บ้าน เวลาจะเผาค่อยยกไปที่วัด ลองนึกถึงเด็กสมัยก่อนที่เขาเห็นปู่ย่าตายายนอนป่วยในบ้าน และตายในบ้าน จัดงานศพที่บ้าน หรือแม้แต่คนในหมู่บ้านเดียวกัน ที่เคยไปมาหาสู่กัน ประเดี๋ยวคนแก่บ้านนั้นไม่สบาย ประเดี๋ยวคนแก่บ้านนี้ตาย เด็กได้เห็นคนป่วยคนตายในชีวิตเขาเป็นประจำ เขาจึงตระหนักว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นสิ่งเตือนตาเตือนใจ ว่าสักวันฉันก็ต้องตายเหมือนกัน

 

คนสมัยนี้มีจำนวนมากที่อายุ 40 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นศพคนจริงๆ เลย เพราะเวลาพ่อแม่ป่วยก็เอาไปรักษาที่โรงพยาบาล ป่วยหนักก็เข้าห้องไอซียู แล้วก็สิ้นใจอยู่ในนั้น ไม่ทันได้ดูใจกันเลยด้วยซ้ำ แล้วก็รีบนำเข้าห้องดับจิตซึ่งอยู่ในมุมในซอกของโรงพยาบาล จากนั้นก็ย้ายศพไปตั้งที่วัด และตกแต่งโลงศพอย่างสวยงาม ทุกอย่างสะอาดเรียบร้อย มีคนทำให้ทุกอย่าง โดยที่ลูกหลานญาติพี่น้องไม่ได้ทำอะไรเลย เวลาตายก็ไม่ได้เห็นศพ เวลาเผาก็ไม่ได้เห็นศพ ความตายถูกซ่อนจากสายตาของเรา แถมคนสมัยนี้มีคนใกล้ชิดน้อยมาก มีแค่พ่อแม่พี่น้องก็เต็มที่แล้ว ส่วนปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอาก็อยู่ไกล เพื่อนบ้านก็ไม่รู้จัก เราจึงมีโอกาสเห็นความตายของคนใกล้ชิดน้อยมาก

 

สังคมปัจจุบันเราได้แยกความตายออกไปจากชีวิต แถมยังพยายามอำพราง พยายามซ่อนความตายเอาไว้ในหลืบ ในทางตรงกันข้าม ความตายที่เราเห็นเป็นประจำ คือความตายที่ถูกทำให้เป็นสินค้า ทำให้ดูน่าสนใจ ชวนให้อยากรู้อยากเห็น ผ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวในทีวี หรือทำให้ความตายกลายเป็นมหรสพ น่าตื่นตาตื่นใจ เราอ่านไทยรัฐ เดลินิวส์ ได้เห็นศพเป็นภาพสี แต่ไม่สามารถโยงความตายของคนเหล่านั้นเข้ากับตัวเราได้เลย เราเพียงแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครตาย ตายอย่างไร แย่จังนะ แต่ไม่เคยนึกว่าสักวันหนึ่งอาจเป็นเราก็ได้ ในหนังบู๊แต่ละเรื่องต้องมีคนตายเป็นสิบเป็นร้อยเพื่อให้มีรสชาติ นี่คือสินค้าเพื่อการบริโภค เพื่อความสนุกสนาน แต่ไม่ได้เตือนใจให้เราตระหนักเลยว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งความรู้วิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นมากมาย ทำให้เราคิดว่าเราจะชนะความตายได้ เราไม่ใช่แค่จัดการกับฝน ฟ้า อากาศ แม่น้ำ แต่เรายังสามารถจัดการร่างกายของตนเองได้มากมาย ทำหน้าให้ตึง ปรับแต่งทรวดทรงให้สวยได้ดังใจ รักแร้ดำก็ทำให้ขาว ผิวเป็นกระฝ้าก็ทาครีมแก้ได้ ถ้าไม่สบายก็ผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์มากมายเพื่อต่อชีวิต คนเรากำลังคิดว่าเราสามารถจัดการธรรมชาติทุกอย่างได้ ขอแค่มีเงินซื้อและซื้อของมาใช้ให้ถูกยี่ห้อเท่านั้น ก็เลยพลอยคิดว่าความเจ็บป่วยกับความตายก็จัดการได้ ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ทั้งหมดนี้เป็นความหลงของสังคมบริโภคนิยม

 

สังคมบริโภคนิยมดำเนินไปบนฐานความเชื่อว่าชีวิตนี้คือการเสพสุข มี 4 ประการที่บริโภคนิยมเชิดชูคือ เซ็กส์ ความสนุกสนาม ความเป็นหนุ่มสาว และความสำเร็จ (sex, joy, youth, success) ลองสังเกตโฆษณาในทีวีจะเห็นว่าเขาเน้น 4 ประการนี้อยู่เสมอ ทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจว่าทั้ง ๔ อย่างนี้คือจุดหมายของชีวิตนี้ คนในสังคมบริโภคนิยมจึงตั้งหน้าตั้งตาแสวงหา 4 อย่างนี้ จนลืมไปหมดเลยว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ถ้าเราคิดขึ้นมาได้ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตายนะ เราจะคลั่งไคล้กับเสพน้อยลง เราจะตระหนักว่าทั้ง ๔ ประการนี้เป็นของชั่วคราว ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เราจะหันมาอยู่อย่างเรียบง่ายมากขึ้น หันมาสร้างบุญกุศล ทำความดี ช่วยเหลือคนอื่น และเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อพร้อมรับความตายที่จะมาถึง

 

เป็นเพราะมัวแต่เสพสุข จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนสมัยนี้เมื่อพูดถึงความตายก็จะกลัว ถ้าได้ไปเห็นใครเจ็บป่วย หรือเห็นคนตาย เขาจะตกใจ ตื่นตระหนก หรือหดหู่ไปเลย เพราะเขาจะรู้ทันทีว่าสักวันมันต้องเกิดกับตัวเอง ก็เลยเสียศูนย์ นั่นเป็นเพราะเราลุ่มหลงกับของชั่วคราวมาตลอดชีวิต

 

คำสำคัญ: ความรู้, ประชาชน, ความตาย
สร้างเมื่อ: 2010-05-24 09:11:23   แก้ไขเมื่อ: 2010-05-24 09:16:29
เว็บนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้นำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้เพื่อวินิจฉัยโรค รักษาโรค หรือแก้ปัญหาสุขภาพโดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางเว็บจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
สงวนลิขสิทธิ์ © สสส.- กสพท - เครือข่าย Palliative Care ในโรงเรียนแพทย์
เนื้อหาอนุญาตให้ใช้แบบ ครีเอทีฟคอมมอนส์ สัญญาอนุญาตประเภทแสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า และไม่แก้ไขต้นฉบับ