คุณศิริบูลย์ พูนศรีธนากูล (ผู้เข้าร่วมและบันทึกการประชุม)
ที่มา : การบันทึกการประชุมวิชาการมิติองค์รวม การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ไพศาล วิสาโล กล่าวถึง ความตายตามแนวทางพุทธศาสนาที่ทุกคนควรพิจารณาให้เห็นทุกแง่ตามความเป็นจริง เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างเหมาะสม โดยต้องเข้าใจธรรมชาติของความตาย ดังนี้
ประการแรก ความตายเป็นทั้งความแน่นอน และความไม่แน่นอนไปพร้อม ๆ กัน
ที่แน่นอนคือ ทุกคนต้องตาย แต่ที่ไม่แน่นอน คือ ไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไร ที่ไหน ด้วยโรคอะไร
แม้จะเป็นเอดส์ หรือมะเร็ง แต่อาจตายด้วยอุบัติเหตุ หรือตายด้วยโรคหัวใจก็ได้ เป็นต้น
ประการที่ 2 ความตายเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด
ทางพุทธศาสนากล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งที่สืบเนื่องต่อไปจากความตาย อาจเป็นชีวิตใหม่ ภพใหม่
หรืออาจจะหมายถึงสิ่งที่มากไปกว่านั้น ดังนั้น ความตายไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุดอย่างเดียวแต่อาจะเป็นจุดเริ่มต้นด้วย
ประการที่ 3 ความตายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่
ดังนั้น จึงไม่ควรคิดว่าชีวิตกับความตายแยกจากกัน หรือชีวิตเริ่มเมื่อเกิดและตายเมื่อหมดลม
แต่พระพุทธศาสนากล่าวว่า ความตายมีอยู่ในความมีชีวิต พิจารณาง่าย ๆ เช่น ในขณะที่เราหายใจอยู่
เซลล์ในร่างกายตายวันละห้าหมื่นล้านเซลล์ ความตายจึงมีอยู่ตลอดเวลาในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ
สิ่งที่ให้ชีวิตก็ให้ความตายด้วย เหมือนกับที่ออกซิเจนให้ชีวิตเมื่อเราหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราแก่ลงและใกล้ชิดความตายมากขึ้นด้วย
ประการที่ 4 ความตายเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส
กล่าวคือ เป็นวิกฤตทางกาย และเป็นโอกาสทางจิตวิญญาณ พระพุทธศาสนาเชื่อว่าแม้ในภาวะที่ใกล้ตาย
ยังมีโอกาสที่จะไปสู่ความหลุดพ้นหรือนิพพานได้ หรือแม้จะไปไม่ถึง แต่อาจยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นได้
เช่น ได้ค้นพบชีวิต ค้นพบตัวเอง ได้สัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัวคืนมา ได้ให้อภัยและคืนดีกับที่ที่เคยขัดแย้ง เป็นต้น
ประการที่ 5 ความตายมีทั้งมิติทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ
ในทางพุทธศาสนา ถือว่าการหมดลมหายใจเป็นเพียงการตายทางกายภาพ แต่ยังไม่นับว่ากระบวนการตายสิ้นสุดลง เพราะจิตยังทำงานอยู่ ดังนั้น หลังหมดลมยังต้องรอให้การแตกดับทางจิตสิ้นสุดลงด้วย จึงจะถือว่าการตายนั้นสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมในขั้นสูงจะสามารถประคองจิตอยู่ในภาวะนี้จนสามารถนิพพานได้
ประการที่ 6 การประคองรักษาจิตให้สงบเป็นปกติท่ามกลางสภาพความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานนั้นเป็นไปได้
โดยผู้ป่วยสามารถฝึกจิตเองหรืออาจอาศัยสภาพแวดล้อมช่วย
ประการสุดท้าย การตายที่ดีทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่ตายอย่างไร สภาพแบบไหน
แต่อยู่ที่สภาพจิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร การตายดีในสายตาคนทั่วไป อาจหมายถึง ตายโดยไม่รู้สึกเจ็บ ตายในขณะที่นอนหลัก หรือตายสวย ร่างกายไม่มีบาดแผล แต่ตายดีทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การที่เราสามารถประคองจิตให้เป็นปกติได้แม้จะตายในสภาพทุกข์ทรมานก็ตาม