ก่อนวัยเรียนและวัยเรียน
เราเป็นเด็กที่ถูกเตรียมความพร้อมมาก่อน เมื่อถึงคราวไปโรงเรียน ทำให้เราพอจะแตกฉานกว่าคนอื่น อ่านออกและบวกเลข ลบเลขได้ คุณครูคนแรกเป็นครูผู้ชายชื่อคุณครูบุญรัตน์ อานุภาพ ตัวสูงยาว เก้งก้าง คุณครูชมว่าเราเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนดี ตามความคิดของสมัยก่อนโน้น ตลอดเวลาของชั้นประถมศึกษาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเด็กเรียนดีเยี่ยมยอด จะเห็นว่ายังมีคนอื่น ๆ ที่เรียนดีกว่า
เมื่อผ่านชั้นประถมศึกษา สู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เราก็ยังถูกคุณครูหรือใคร ๆ มองว่าเราเป็นเด็กกลุ่มเรียนดี เรารู้ตัวทุกครั้งเมื่อถูกชม อันที่จริงเราไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งหรือเรียนดีเหมือนที่ทุกคนเข้าใจ แต่เป็นเพราะเรามีโอกาสในการทุมเทให้กับการเรียนมากกว่าเพื่อน ๆ ต่างหาก วัน ๆ เราไม่ได้ทำอะไรเลย หมกมุ่นอยู่กับการอ่านการเขียน กองหนังสือโต ๆ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็นึกชื่นชมว่าเป็นเด็กขยัน เนื่องจากถูดจำกัดสิทธิ์ในการออกไปคบเพื่อนอย่างอิสระต่างหาก
เรารู้ตัวเสมอว่าเราชอบหรือไม่ชอบเรียนวิชาใดบ้าง วิชาที่น่าเบื่อและไม่ชอบเรียนได้แก่วิชาพลศึกษา เพราะครูดุ ตีด้วยสายนกหวีด แต่เราก็หาเรื่องป่วยไปนอนที่ห้องพยาบาลเสมอ ๆ เราไม่มีทักษะในกีฬาทุกประเภท วิชาศิลปศึกษา ไม่ชอบเป็นรองลงมา เพราะครูดุเป็นรองลงมา เป็นครูผู้ชายเช่นกัน หน้าตามีแต่บูดบึ้งไม่มีรอยยิ้ม เหมือนเครียดมาตลอดชีวิต อีกวิชาหนึ่งคือวิชาภาษาไทย ครูพูดไม่ได้ยินและครูนั่งอยู่ที่โต๊ะ นาน ๆ จะมาเขียนกระดานสักครั้งหนึ่ง
ครูทั้ง ๓ ท่านที่กล่าวมามีคุณลักษณะตรงกันคือเป็นครูที่ลำเอียง ครูผู้ชายชอบหยอกล้อกับนักเรียนหญิงที่หน้าตาดี และแก่นแก้ว ส่วนครูภาษาไทยเลือกลงโทษ ไม่ลงโทษเราตอนที่เราทำผิด เนื่องจากวันนั้นเรามีเต้นท์ทหารมาให้สามีของคุณครูยืม สาเหตุที่ทำผิดคือนักเรียนทุกคนนำกระดาษมาพันแล้วใส่ยางวงยิงกันเล่นในห้องเรียน แล้วบังเอิญมีคนหนึ่งยิงไปถูกแขนของคุณครู ทำให้คุณครูมาสอบถามหาคนที่เล่นแบบนี้ มีเล่นกันหลายคนรวมทั้งเราด้วย คุณครูจึงลงมือตีเรียงไปทีละคนแต่เว้นเราไป แม้ว่าเราจะสารภาพผิด
วิชาที่ฉันชอบมากอยากเรียนทุกวันคือ ประวัติศาสตร์ คุณครูผู้หญิง ตัวเล็กบอบบาง หน้าตาไม่สวย ผิวค่อนข้างคล้ำแต่น่ารัก เพราะใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา คุณครูท่านนี้ชื่อคุณครูคมขำ (บุคลิกภาพสมชื่อ) เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามตลอดเวลา วันที่มีเรียนวิชาประวัติศาสตร์เราจะเตรียมตัวดีมาก อ่านไปล่วงหน้า ตั้งใจฟังตั้งแต่วินาทีแรกจนจบชั่วโมง จำคำพูดของคุณครูได้ทุกถ้อยคำ รองจากวิชาประวัติศาสตร์คือวิชาภาษาอังกฤษ เพราะคุณครูส่วนมากเป็นต่างชาติ มีกระบวนการเรียนการสอนดี ไม่เบื่อหน่าย ให้กำลังใจเสมอ ๆ ไม่ตำหนิให้อับอายเพื่อน ๆ และเป็นวิชาที่เรียนแล้วรู้เรื่องเข้าใจ จำได้ก็ไม่มีปัญหา นอกนั้นชอบบ้างไม่ชอบบ้าง แต่ไม่ถึงกับเกลียด เช่นวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็ไม่น่าเบื่อไม่ยากเกินไป เพราะคุณครูสอนดี เอาใจใส่ จึงทำให้ตั้งใจเรียน
จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นแล้ว เราเลือกไปเรียนต่อมัธยมปลายสายวิทยาศาสตร์ ทำให้เราเปลี่ยนบุคลิกภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน แต่ละวันรู้สึกงงแม้กระทั่งจำทิศทางกลับบ้านไม่ถูกต้องนั่งทบทวน ถ้าวันไหนมีการเรียนภาษาอังกฤษบ้างก็พอหายเครียด แต่เราก็เรียนจบมาด้วยโรงเรียนกวดวิชาและการท่องจำ ท่องแม้กระทั่งคำนวณเป็นข้อ ๆ

เรามีความฝันว่าอยากจะเรียนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ สมัยนั้นการแนะแนวยังไม่เฟื่องฟูเหมือนปัจจุบัน แต่พ่อและแม่ก็ให้อิสระในการเลือกอาชีพ ฝันที่เป็นรองก็คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และอยากมีแฟนเป็นนักการเกษตรทำไร่ ทำสวนอยู่ในฟาร์มเล็ก ๆ
เราใช้เวลาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเกินหลักสูตรคือ ๔ ปี และอีก ๑ ภาคเรียน เพราะขี้เกียจ ไม่ขยันเรียน ไม่ส่งรายงานตามกำหนด ทำคะแนนไม่ถึง สอบไม่ผ่าน รวมแล้วเป็นเรื่องของระดับสติปัญญาไม่ดี มากกว่าความเกเรหรือหนีเรียน ผลของระดับคะแนนก็ออกมาต่ำคือแค่ผ่าน สมัยนั้นการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทจะหมดสิทธิ์ไปทันที ต้องออกไปทำงาน
การเรียนในระดับปริญญาโท ไปตามความจำเป็นต้องพัฒนาตนเองมากกว่าความนิยม แต่ละที่แต่ละแห่งไขว่คว้าเอาปริญญามา รู้สึกว่าเหมือนการเดินทางไปท่องเที่ยว ไปหาเพื่อนที่ไหนสักแห่งในเวลาอันจำกัด หมดเวลาก็ต้องกลับบ้าน ที่ไหนมีประตูเปิดกว้างก็หาเรื่องไปเที่ยวอีก
งานแรกที่ต้องทำคือ "ลูกจ้างเอกชน" ทำอยู่หลายแห่ง ในที่สุดก็ออกมา "รับราชการครู" ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายและตามที่เคยใฝ่ฝันไว้ตอนวัยเด็ก ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าครูบ้านนอกนั้นเป็นอย่างไร หากติดตามอ่านครูคิมเจ้าเป็นไผก็จะได้รายละเอียดเกี่ยวกับเรา
อาชีพครู ทำให้เรารักและภาคภูมิใจมากกับคำว่า "ครูบ้านนอก" เข้ากระแสเลือด ทั้งจิตใจและวิญญาณมันบอกเราว่า "อุดมการณ์กินไม่ได้ก็จริง เพราะมันไม่ได้มีไว้กิน" เราตั้งใจว่าจะไม่ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ หากถ้าเราครบเกษียณแล้ว เราจะกลับไปทำงานสอนเด็ก ๆ ให้กับโรงเรียนเดิมที่เราเคยอยู่ เพราะอย่างน้อยเราก็มีเงินเดือนข้าราชการบำนาญอยู่แล้ว ผสมผสานกับเงินที่เราคอยเก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อย ๆ ก็ทำให้เราอยู่ได้ไม่ขัดสน
วัยเลยครึ่งร้อย
แต่...ภายหลังและปัจจุบัน เราไม่สามารถทำตามความตั้งใจที่ดีที่สุดได้ เมื่อเราได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น จึงเต็มใจที่จะออกมาใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างธรรมดา...เหมือนทุกวันนี้ เรียนรู้ชีวิตและสอนตัวเองเท่านั้น แต่การเรียนรู้ชีวิตนี้มันมากล้น และมีความมันที่จะเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่จำกัดกาลและเวลา เสพมันได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่ต้องไม่เหนือกว่าสติ
เวลาว่าง
ชอบท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภาพถ่ายหลาย ๆ ประเทศหายไป
สร้างเมื่อ: 2010-09-16 07:15:14 แก้ไขเมื่อ: 2010-11-09 08:30:24

