จะนิ่งเฉย แบ่งข้าง หรือหันหน้าคุย - ทางเลือกบนรอยต่อแห่งสังคมไทย
เมธัส อนุวัตรอุดม
นักวิชาการ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบัน ก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างคนไทยด้วยกันอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน และมีแนวโน้มว่ารอยปริร้าวนี้กำลังฝังรากลึกลงไปอย่างต่อเนื่องในหมู่ประชาชนคนไทยเดินดินที่ไม่ได้เป็นแกนนำของแต่ละฝ่าย ด้วยการด่าว่ากันตามที่สาธารณะ ด้วยการโน้มน้าวชักจูงให้เลือกข้าง (Polarization) ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิสุดโต่ง (Extremism) ในสังคม และด้วยการสร้างภาพความเป็นศัตรูเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ของอีกฝ่ายที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่สังคมเราจะเคลื่อนตัวไปสู่การประหัตประหารทำลายล้างกันด้วยความรุนแรงระหว่างคนไทยด้วยกันเองอย่างที่ทุกฝ่ายจะไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงความอันตรายของการแบ่งขั้วภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคม พร้อมขอร้องให้คนไทยอีกหลายล้านคนที่เป็นพลังเงียบ ป้องกันการนองเลือดโดยการไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง และร่วมกันปลุกกระแสสังคมให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกันเพื่อแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี ขออย่าให้การแบ่งข้างเป็นทางเลือกสุดท้ายของบ้านเมืองไทย
ไม่ "มือตบ" ก็ "ตีนตบ" ?
ในขณะที่ความขัดแย้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะผู้คนในสังคมจะเลือกข้างแบ่งขั้วแยกตัวออกจากกันและกันก็มีมากขึ้น ลดโอกาสที่จะสื่อสารทำความเข้าใจ ตอกย้ำอคติและภาพลบของกันและกัน และก่อเกิดวงจรของความรุนแรง
การเรียกร้องให้ผู้คนแบ่งพวกเลือกข้างนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก เพราะฝูงชนที่มีอารมณ์ร่วมอันเกิดจากการปลุกเร้าและสร้างความเกลียดชังฝ่าย ตรงข้ามภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียดอาจจะถูกชักนำได้ง่าย มือตบ และตีนตบกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเลือกข้างที่ชัดเจนไปแล้ว นวัตกรรมตีนตบที่ถูกสร้างขึ้นมาตอบโต้มือตบมีนัยที่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตอกย้ำภาพของความเป็น คู่ตรงข้ามทุกวันนี้ต่างฝ่ายต่างก็ภูมิใจที่จะชูเครื่องมือดังกล่าวพร้อมเสียงโห่ร้องเพื่อแสดงตัวตน
ณ วันนี้ คงต้องตั้งคำถามว่า เมื่อเราเลือกข้างไปแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป สังคมไทยจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่ละฝ่ายจะสามารถได้สิ่งที่ต้องการหรือเรียกร้องหรือไม่ ซึ่งแท้จริงแล้ว การเลือกข้างนั้นไม่อาจจะนำพาสังคมไปสู่สิ่งใดได้เลยนอกจากการตอกย้ำความแตกแยกและการบ่มเพาะความเกลียดชังและอคติที่ฝังลึกขึ้นทุกวัน อีกทั้ง การแบ่งพรรคแบ่งพวกจะยิ่งสร้างความห่างเหิน สร้างความรู้สึกแปลกแยกจากกัน จากที่ผู้สนับสนุนแต่ละอาจจะคุยกันบ้างไม่คุยกันบ้าง ก็เริ่มมองกันว่าใครเป็นพวกใคร ใครคิดแบบไหน เริ่มห่างๆกันไปกลายเป็นไม่อยากจะคุยกับคนละพวก เกิดเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ ใหม่ขึ้นมา แทนที่จะนึกถึงว่าเป็นคนไทยด้วยกัน
หากการแบ่งฝ่ายเป็นเพียงแค่การถกเถียงทางความคิดเรื่องดุลยภาพระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ปัญหาก็คงไม่รุนแรง แต่การณ์กลับเปลี่ยนเลื่อนจากการโจมตีกันทางความคิดไปสู่การโจมตีตัวบุคคลโดยการ ทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งจะยิ่งตอกลิ่มรอยแยกในสังคม
ห่างเหินจนมองไม่เห็นกัน
เมื่อหลงลืมไปว่าเป็นคนไทยด้วยกัน และเวลาผ่านนานไป ความรู้สึกของความเป็นกลุ่มพวกเดียวกันนี้เองก็จะนำไปสู่ความสุดโต่ง เข้าข้างสนับสนุนแต่พวกของตัวเอง มองข้ามเหตุผลที่จากแต่ก่อนนั้นอาจเคยมองเห็นและเคยเข้าใจ
ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียด อารมณ์มักจะอยู่เหนือเหตุผล เป็นเสมือนม่านหมอก บังตา ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวจะรุนแรงมากขึ้น หากเรามองว่าอีกฝ่ายเป็นคนละพวกกับเรา เข้าข้างพวกตน ปฏิเสธคนที่เป็นอื่น มุมมองสุดโต่งตรงนี้จะถ่างช่องว่างระหว่างกันให้มีมากขึ้น จนยากที่จะสมานคืน
เมื่อเชื่อสุดใจว่าพวกของเราดี พวกของเราถูก อีกฝ่ายจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นคนไม่ดี และเป็นฝ่ายผิด ต่างฝ่ายต่างเริ่มตั้งป้อมโจมตี ด่าว่ากันอย่างรุนแรง รวมถึงการตั้งฉายาเรียกอีกฝ่ายอย่างหยาบคายหรือดูหมิ่นเหยียดหยาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างของความเป็นศัตรูที่สะท้อนถึงทัศนคติในการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
เพียงวัตถุที่ต้องถูกกำจัด
คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเราจะกำจัดผู้ที่เราเห็นว่าเป็นศัตรูทิ้งไปเสียให้พ้นหูพ้นตา สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาต่อไปในสังคม คือ ความพยายามที่จะลดความชอบธรรมหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย โดยมีสัญญาณจากคำเรียกชื่อกันบนเวทีประท้วง ซึ่งเมื่อความชอบธรรมลดน้อยลง หรือ เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีคุณค่าอะไรเสียแล้วในสายตาของเรา ก็เป็นการง่ายที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดอีกฝ่าย ทิ้งไป[๑] อย่างกรณีของสงครามกลางเมืองในประเทศรวันดา ฝ่ายฮูตู เรียกฝ่ายตุทซี่ว่าเป็นพวกแมลงสาบ ซึ่ง "จำเป็นต้องทำบ้านเราให้สะอาด" (โดยการฆ่าพวกแมลงสาบทิ้งเสีย)[๒] ณ เวลานี้ บ้านเมืองเรายังไม่เป็นถึงขั้นนั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ทางสายนั้น ที่กำลังจะกลายเป็นสงครามประชาชน หากยังไม่ยุติการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากยังไม่หันหน้าพูดจาเพื่อทำความเข้าใจกัน
หันหน้าเข้าหากัน
การหันหน้าเข้าหากันโดยการสานเสวนา (Dialogue) เป็นกระบวนการใช้สันติวิธีที่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆมานั่งพูดคุยหารือกัน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจความคิดความเชื่อ มุมมอง และความรู้สึกอันรวมถึงความกังวลใจและความคับข้องใจต่างๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้แต่ละฝ่ายเห็นได้ว่าเพราะเหตุใดคนอื่นๆจึงคิดหรือรู้สึกอย่างที่เป็นอยู่ กล่าวคือ เป็นการพยายามสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันถึงที่มาและเหตุผลของจุดยืนหรือมุมมองที่แตกต่างของแต่ละคน เป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราเพื่อลดอคติที่อาจมีต่อกัน
ทั้งนี้ เมื่อเกิดความเข้าใจอันดีในขั้นแรกนี้แล้ว ก็จะเป็นการเปิดโอกาสและเปิดใจให้แต่ละฝ่ายร่วมมือกันในการหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อนึ่ง การเกิดความเข้าใจขึ้นระหว่างกัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วยต่อแนวคิดหรือมุมมองนั้นๆเสมอไป หากแต่อย่างน้อยก็จะทำให้เกิดขันติธรรม (Tolerance) อันจะเป็นเกราะป้องกัน มิให้ความเห็นต่างขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง
การสานเสวนาจะให้ความรู้สึกว่าแต่ละคนต่างมาล้อมวงพูดคุยกัน ด้วยบรรยากาศการพูดคุยที่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการตั้งป้อมโจมตีหรือจับผิดกัน ไม่มีการตัดสินว่ามุมมองของแต่ละคนนั้นผิดหรือถูก มีเพียงการพยายามทำความเข้าใจถึงที่มาและเหตุผลของมุมมองที่แตกต่าง อนึ่ง การสานเสวนาจะแตกต่างกับการโต้เถียง ที่เป็นการพูดคุยเพื่อตอบสนองจุดยืนของตัวเอง มุ่งหาจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งโดยมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะคะคานกัน[๓]
พลังสังคมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่มองว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติ และมองเห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุมีผลของตัวเองที่ น่าฟัง มีมุมมองที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ ณ เวลานี้ ยังยืนกันอยู่ คนละมุม ทำให้ยังมองไม่เห็นและเข้าใจอีกฝ่ายเท่าที่ควร
หากถือวิกฤตินี้เป็นโอกาสในการนำมุมมองเหล่านั้นมาสานเสวนาแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้กัน เพื่อพัฒนาร่วมกันให้เกิดสิ่งดีๆหรือมาตรฐานทางการเมืองอันเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนขึ้นในสังคม ก็จะเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญของการใช้สันติวิธีอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาสังคมที่ทุกคนพึงพอใจ
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ถือเป็นความขัดแย้งใหญ่ในสังคมไทย ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการเมืองหรืออำนาจอื่นใด หากแต่เป็นอำนาจทางสังคมของคนทั้งสังคมในรูปของ "เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม" ที่จะเป็นพลังเร่งให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุยสานเสวนาระหว่างกันได้[๔] สงครามกลางเมืองจากทัพประชาชนไทยที่เข้าห้ำหั่นกันเองไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป หากแต่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ พร้อมๆกับสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ด้วยมือและใจของคนทั้งสังคม
[๑] รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อาวุธมีชีวิต? แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง, (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, ๒๕๔๖), หน้า ๔๔.
[๒] Paul Rusesabagina, An Ordinary Man: The True Story behind Hotel Rwanda, (London: Bloomsbury, 2006), p.105.
[๓] ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง: หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๔๗), หน้า ๒๙๐.
[๔] ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, มติชนรายวัน, ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๑๑๑๗๗ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑๔.
สร้างเมื่อ: 2009-04-07 14:56:36 แก้ไขเมื่อ: 2009-07-28 11:47:09